นักสังเกตการณ์ทางการเมืองหลายคนหลายสำนัก ประเมินตรงกันว่า โครงการรับจำนำข้าวของพรรคเพื่อไทย ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ดำเนินการมาร่วม 2 ปีจะทำให้รัฐบาลนี้พังลงก่อนกำหนด

               เนื่องจากโครงการนี้ได้รับการวิเคราะห์จากหลายภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และสถาบันที่มีชื่อเสียง รวมทั้งสถาบันการเงิน

               หรือแม้แต่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็อดที่จะเตือนให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทบทวนนโยบายดังกล่าว และให้ยุติเสียเพราะมีช่องทางในการทุจริตค่อนข้างมาก

               แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ยังไม่ยอมฟังเสียงเตือนจากใครไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่ช่ำชองในทางเศรษฐกิจ สื่อมวลชน และองค์กรที่กล่าวมาแล้ว ยังคงเดินหน้ารับจำนำข้าวอย่างไม่หยุดยั้ง

               ผลที่ตามมาก็คือ วันนี้มีชาวนาที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าว ยังไม่ได้เงินค่าจำนำข้าวเป็นเงินถึง 1.81 แสนล้านบาท โดยชาวนาทุกคนต่างได้รับ “ใบประทวน” ไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น

               ผลกระทบที่ตามมาจากการที่ชาวนาไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าวก็คือ ชาวนาที่มีฐานะยากจน ที่ยังชีพได้ด้วยการ “ขายข้าว” ล้วนๆ ต่างก็เกิดความเครียดเนื่องจากไม่มีเงินไปชำระหนี้

               ที่ประกอบด้วยสถาบันการเงินอย่าง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) และหนี้สินในภาคเอกชนเช่น ร้านค้าปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช ค่าเช่ารถไถ และค่าจ้างเก็บเกี่ยวข้าว

               ด้วยกระแสกดดันจากเจ้าหนี้ทำให้ชาวนาหลายรายกระทำอัตวินิบาตกรรมเพื่อเจ้าหนี้ที่รุมเร้าทวงถามเป็นข่าวที่น่าเศร้าสลดใจอย่างยิ่งที่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติต้องจบชีวิตอย่างนั้น

               ผมและคนอื่นต่างก็ทราบดีว่ารัฐบาลรักษาการยิ่งลักษณ์ พยายามที่จะหาเงินมาจ่ายค่ารับจำนำข้าวให้ชาวนา แต่เพราะติดคำว่า “รักษาการ” ที่ทำให้รัฐบาลทำอะไรได้ไม่เต็มไม้เต็มมือจึงต้องเผชิญกับอุปสรรคนานัปการ

               ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามที่จะขอเบิกใช้งบกลาง 2 หมื่นล้านบาท โดยกระทรวงการคลังพยายาม “ดิ้น” หาเงินกู้ให้ได้ 1 แสนล้านบาท และเร่งให้กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวให้ได้เดือนละ 1 ล้านตัน

               ซึ่งทุกอย่างก็คงไม่ง่ายเหมือนละเลงขนมเบื้องด้วยปากหรอกนะครับ เพราะที่ยังเป็นข้อกังขาของสังคมทุกวันนี้ก็คือข้าวที่รัฐบาลประกาศว่ามีอยู่ในโกดังนั้นมีจริงๆ หรือ

               หรือถ้ามีอยู่จริงข้าวทุกกระสอบยังคงคุณภาพอยู่เหมือนเดิมไหม ที่สำคัญจะสามารถขายได้ในราคาที่ต้องการหรือไม่ หากขายได้ก็ใช่ว่ารัฐบาลจะได้เงินทันที เพราะต้องรอการส่งมอบให้พ่อค้าเสียก่อน

               ทุกอย่างจึงไม่ง่ายอย่างที่คิด นอกจากนี้บางเรื่องรัฐบาลรักษาการยังต้องทำเรื่องเสนอขออนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) หากอยู่ในข่ายมาตรา 181 ของรัฐธรรมนูญอีกด้วย

               นอกจากนี้ ในช่วงสัปดาห์นี้ นายกรัฐมนตรีรักษาการยิ่งลักษณ์ ก็เจอข้อหาฉกรรจ์จาก คณะกรรมการ ป.ป.ช. อีกด้วย ทำให้เสถียรภาพรัฐบาลเกิดอาการง่อนแง่นมากขึ้นไปอีก

               น่าแปลกใจนะครับ ที่ทุกฝ่ายต่างก็มองข้าม “ใบประทวน” ที่รัฐบาลออกให้ชาวนาถือเหมือนตราสารหนี้ชนิดหนึ่งไปเสียสนิท ทุกคนต่างไปกังวลว่าใบประทวนจะขาดอายุวันไหน

               และนักวิชาการหลายกลุ่มก้อนต่างก็ตั้งวงถกกันว่าจะต้องปฏิรูปการเกษตร หรือปฏิรูปชาวนาอย่างไร ซึ่งล้วนแล้วเป็นการหาวิธี หรือการแก้ปัญหาที่ยังอยู่อีกยาวไกลทั้งสิ้น

               เป็นไปได้ไหมที่รัฐบาลจะหารือกับกระทรวงการคลัง และ ธ.ก.ส. ให้ยอมรับ “ใบประทวน” จากชาวนาเพื่อการชำระหนี้ที่แต่ละคนติดค้าง ธ.ก.ส.อยู่ เพื่อคลายความเครียดให้แก่ชาวนา

               อย่างน้อยก็ทำให้ชาวนาที่เป็นหนี้ ธ.ก.ส.เบาใจได้ว่า จะไม่ถูกทวงถามการชำระหนี้ที่ถึงงวดบัญชี ส่วนหนี้สินอื่นๆ ที่ติดค้างภาคเอกชน ชาวนาก็สามารถกู้เงินที่ ธ.ก.ส.เพิ่มวงเงินให้อีกคนละ 1 แสนบาทไปชำระได้อยู่แล้ว

               ผมอยากให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายช่วยกันหาทางออกให้ชาวนาที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็อ้างว่ามีพระคุณก่อนครับ เพราะขืนชักช้าก็จะเข้าตำรากว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้นั่นแหละ

               หลังแก้ปัญหาให้ชาวนาเสร็จสิ้นแล้ว คู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะเปิดฉากฉะกันต่อไปก็เชิญตามสบายครับ !