ไม่ถือเป็นการกีดกั้นความพยายามของหลายๆ ฝ่ายที่ร่วมกันแสวงหาทางออกให้เกิดสันติภาพท่ามกลางหมอกควันแห่งความขัดแย้งทางการเมืองที่รอวันแตกหักอยู่ในเวลานี้ แต่มีข่าวลือหนาหูถัดจากนั้นมาว่า การเจรจาครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นมีบางฝ่ายเร่งเร้าให้เกิดการเจรจา เพราะผู้อยู่เบื้องหลังการเจรจาหวังไว้สูงยิ่ง ทั้งผลในทางตำแหน่งหน้าที่และลบคำสบประมาทที่คนจำนวนมากมองว่าการเจรจานั้นยากจะเกิดขึ้นได้

               โดยปกติแล้วนักเจรจาต่อรองทราบดีว่าการพูดคุยบนโต๊ะเจรจาต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่าใครได้ประโยชน์ส่วนใดอย่างไรและบนเงื่อนไขประการใดบ้าง
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันดังกล่าว ณ สถานที่ซึ่งมีการเปิดเผยผ่านสื่อเป็นฉากหนึ่งที่ผ่านการรับรู้ของคนทั่วไปว่าเป็นเรื่องหนักไปทางการพูดคุยในฐานะคนคุ้นเคย
และอำนาจตัดสินใจจริงๆ กลับไม่อยู่ที่คู่เจรจา จะว่าเป็นการหยั่งเชิงดูท่าทีของแต่ละฝ่ายคงไม่ผิดไปจากความจริงมากนัก

               ส่วนการปล่อยข่าวถึงประเด็นสำคัญ 4 ข้อ ที่หนักหนาสาหัสมากขนาดต้องหักหาญไม่ให้ที่ยืนแก่นายกรัฐมนตรีและครอบครัว ดังมีหลายคนคงจะได้เห็นการเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตอยู่บ้าง น่าจะเป็นเจตนาร้ายของกลุ่มที่ต้องการล้มโต๊ะเจรจาเพราะความสำเร็จในการเจรจาย่อมมีทั้งผู้ได้และเสียประโยชน์ จึงไม่แปลกใจที่ข่าวการก่อวินาศกรรมลอบยิงลอบโจมตีแต่ละฝ่ายเกิดขึ้นถี่ยิบ ถึงขนาดที่ผู้บัญชาการทหารบก ต้องออกโรงสั่งการให้กองทัพเข้าดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

               แม้บรรยากาศตามสี่แยกสำคัญวันนี้อาจแลดูน่าหวั่นไหว เพราะใครที่ขับรถหรือเดินทางไปในหลายพื้นที่จะพบเห็นทหารอยู่ในบังเกอร์ติดอาวุธครบมือ
ความต้องการที่จะไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายมากไปกว่านี้ยังคงอยู่ในห้วงความรู้สึกนึกคิดของฝ่ายสันติวิธีที่เป็นฉากหลังใน "วอร์รูม" ของแต่ละฝ่าย ซึ่งต้องปะทะและทัดทานกับแรงผลักดันให้รบขั้นแตกหักของคนอีกฟากฝั่งของทั้งสองฝ่ายเช่นเดียวกัน

               เฉพาะอย่างยิ่ง "กระแสข่าว" ที่เริ่มหนาหูขึ้นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดด้วยการจับตัว "ผู้นำ" ของทั้งสองฝ่าย และร่ำลือถึงขนาด
ไปไกลถึงการประสงค์ต่อชีวิตร่างกายของแต่ละฝ่ายได้เริ่มแผ่ขยายออกไปในโซเชียลมีเดีย ด้วยคนเหล่านี้มองเห็นว่าการเจรจาใดๆ ไม่น่าจะบรรลุผลประโยชน์โพดผล เพราะโอกาสที่จะมีใครรับประกันผลสุดท้ายของการเจรจาที่จะสยบความขัดแย้งในวันนี้และวันข้างหน้าให้สงบราบคาบ ดูจะเป็นสิ่งที่อยู่
เกินความคาดหมาย

               นี่คือเหตุผลที่คาดเดาได้ไม่ยากว่าเหตุใดการเจรจาครั้งล่าสุดที่มีความจงใจให้เกิดขึ้นของบางฝ่ายไม่อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาใดๆ ได้ และแกนนำ กปปส.อย่าง คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็มองว่าได้เดินทางมาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับทางเดิมหรือการเริ่มต้นใหม่ในสิ่งที่ฟูมฟักมากว่า 3 เดือนเต็ม ทำให้บนโต๊ะเจรจาวันนี้มีสภาพไม่ต่างกับโต๊ะอาหารในโรงแรมหรูที่ถูกจัดวางไว้อย่างสวยงาม แต่ไม่มีลูกค้าแวะเวียนมาชิมลิ้มลองรสอาหารอันโอชานี้เลย เวลานี้การเจรจาจะทำได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายถูกต้อนเข้ามุมพร้อมๆ กัน เมื่อนั้นเราจะได้เห็นใครบางคนที่อาจเป็นวีรบรุษตัวจริง ซึ่งทราบว่ามีคนแวะเวียนไปหารือขอคำแนะนำอยู่เนืองๆ เป็นผู้วางเงื่อนไขสำคัญที่สองฝ่ายไม่อาจปฏิเสธใดๆ ได้ นอกจากต้องยอมรับเพื่อไม่ให้ตนเองพวกพ้องและชาติบ้านเมืองได้รับความเสียหายมากไปกว่านี้