วิกฤติการณ์การเมืองผ่านพ้นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ วันเลือกตั้งทั่วไปมาอย่างทุลักทุเล บอบช้ำไปด้วยกันทั้งฝ่ายกปปส.ที่คิดว่าจะปิดเกมอันยืดเยื้อยาวนานลงได้ แต่ดูเหมือนยังคงเป็นหนังม้วนยาวอยู่ต่อไป ขณะที่รัฐบาลเองเพลี่ยงพล้ำทั้งจำนวนผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนและผลอันเนื่องมาจากการล้อมคูหาและที่ทำการไปรษณีย์ทำให้เป็นอีกส่วนที่กระทบต่อยอดผู้มาใช้สิทธิอย่างเห็นได้ชัด

              แต่เรื่องค้างเก่าที่ต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เป็น “การบ้าน” ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ต้องไม่อ้างว่าเพราะติดชุมนุม เพราะเข้าที่ทำงานไม่ได้ เพราะหลายเรื่องก่อนการชุมนุมเดินคืบหน้าไปมากแล้ว อย่างคดี “เณรคำ” คดีรถหรูจดประกอบ และคนดังๆ หลบหนีคดีความอีกหลายเรื่องราว ไม่น่าจะปล่อยให้ผ่านพ้นไปแบบดิบๆ คือ อ้างเหตุผลมักง่ายเกินไป เหมือนเวลามีการจลาจลในอดีต เราเคยได้ยินข่าวการเผาสถานที่ราชการกระทั่งสถานที่เก็บเอกสารสำคัญอย่างกรมสรรพากร อย่างกองสลาก เพราะเมื่อก่อนระบบจัดเก็บข้อมูลยังเป็นเอกสารแผ่นกระดาษ เผาไปก็ไม่ต้องไปตามหา แต่วันนี้ จัดบันทึกในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ควรอ้างข้อจำกัดใดๆ เพราะท่ามกลางความสับสนวุ่นวายบริษัทห้างร้านต่างๆ อย่าง ปตท. ผมเคยติดต่องานเขาสามารถผ่านระบบคอมพิวเตอร์ไปถึงบุคคลที่เราต้องการพบได้อย่างง่ายดาย เรียกว่าทำงานจากบ้าน (work from home) เชาทำกันมานานแล้ว

              ถ้าใครจะอาศัยสถานการณ์ความชุลมุนวุ่นวายสำหรับการ “ฟอกตัว” หรือ พยายาม “แปลงสาร” เพื่อให้ตัวเองพ้นผิดหรือชะลอการถูกดำเนินคดีเพื่อให้อายุความเดินไปเรื่อยๆ แบบไม่รู้สึกรู้สา ทางเจ้าหน้าที่ซึ่งดูแลรับผิดชอบต้องถือว่ารู้เห็นเป็นใจละเว้นการปฎิบัติหน้าที่เอาความผิดครอบจักรวาลมาดำเนินคดีได้ทั้งทางแพ่งและอาญาเพราะหลายคดีมีมูลค่าความเสียหายมหาศาล คนที่เขาเฝ้ารอการพิจารณาดำเนินคดีก็ยังรู้สึกว่า หลายหน่วยงานในยามปกติก็ใส่เกียร์ว่างกันอยู่แล้วยิ่งมาเจอม็อบและสถานการณ์ฉุกเฉินเลยละทิ้งงานการกันไป เหมือนข้าราชการ พนักงานจำนวนมาก ที่พอได้ยินคุณสุเทพจะไปปิดล้อมหน่วยงานของตนเอง คนมีอุดมการณ์นั้นมากอยู่ แต่พวกหลบหลีกไม่ชอบทำงานทำการก็ตีปีกดีอกดีใจ เพราะไม่ต้องตื่นเช้าไม่ต้องขับรถแย่งกับชาวบ้านมาทำงาน

              จึงเห็นว่าท่ามกลางคนในทุกกลุ่ม มีทั้งคนน่านับถือและคนน่ารังเกียจปะปนกันอยู่ในทุกองค์กร สำคัญอยู่ที่ตัวตนและการยึดมั่นใน “หลักการและกติกาซึ่งคนส่วนใหญ่ยอมรับว่าถูกต้องใช้ได้” ถ้าเราเดินตามช่องทางที่ว่านี้โอกาสพลาดยากมาก เหมือนสมัยคุณชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี จำได้ว่าท่านเคยให้ความคิดเห็นเมื่อนักข่าวไปถามท่านในเรื่องบางเรื่องที่ล่าช้าหรือบางคนใจร้อนอยากได้คำตอบเร็วๆ ท่านก็กล่าวชัดเจนทำนองว่า "ถ้ายึดกติกาของบ้านเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ต้องกลัวผิดไม่ต้องกลัวอันตราย เพราะมันจะเป็นเกราะกำบังคุ้มกันภัยให้ด้วยตัวของมันเอง”

              ทำให้ต้องเรียกร้องมายังข้าราชการและเจ้าหน้าที่ซึ่งออกจะขี้เกรงใจหรือมีความหวาดหวั่นพรั่นพรึงว่า แสดงความคิดเห็นใดออกไป พูดอะไรออกไปจะโดนคนหาว่าบ้าว่าเพ้อเจ้อหรือไม่เข้ากลุ่มเข้าพวกไหนก็ตาม ได้คิดกันใหม่ว่า หากท่านพิจารณาแบบปุถุชนมนุษย์คนหนึ่งแล้วว่า สิ่งที่จะลงมือทำหรือคิดอ่านขึ้นนั้นเป็นสิ่งดี ชอบด้วยกฎหมาย ให้ประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ไม่เบียดเบียนสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร ขอให้ท่านเดินหน้าตามแนวทางอุดมการณ์ของท่านอย่างองอาจกล้าหาญ และไม่ต้องประหวั่นพรั่นพรึงต่อสิ่งใด

              นอกจากคดีความค้างเก่าที่มากมายก่ายกอง ยังมีเรื่องที่ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลกันให้ดี เพราะคนจำพวก “โหนกระแส” ขอร่วมขบวนรถไฟที่มุ่งสู่ “ชัยชนะ” ภาษาชาวบ้านแปลง่ายๆ ว่า “ถ้าฝ่ายไหนชนะ ขออยู่ด้วย” อย่างนี้ ต้องระวัง เพราะเคยเตือนแม้กระทั่งรัฐบาลผ่านการขีดเขียนในคอลัมน์เช่นเดียวกันนี้ว่า “หากท่านเลือกใช้คนดีและไว้ใจคนดี ท่านจะไปรอด” ไม่ว่าจะเป็น กปปส. หรือ ฝ่ายไหนรวมไปถึงรัฐบาลเองก็ตาม ถ้ามีเวลาท่านต้องกวาดสายตาให้กว้างๆ มองดูคนทุกคนที่แวดล้อมท่านอยู่ว่าบทบาทหน้าที่ที่ผ่านมาใครทำอะไร ใครนำภัยมา ใครนำความสำเร็จมา ต้องแยกปลาแยกน้ำกันให้ชัดๆ ก่อนจะเดินหน้าต่อไปเพื่อให้สมกับความหวังของคนในชาติ