อะโห แดนภารตอินเดียนี่เป็นสุดยอดดินแดนแห่งการอนุรักษ์ของเก่าจริงๆ แม้กระทั่งการอนุรักษ์ภาษิตเก่าๆ ตั้งแต่ครั้งโบราณกาลหลังจากพระมนูทรงสร้างโลก สร้างมนุษย์ทั้งหญิงและชายแล้ว

                          โดยเฉพาะ (ทุ) ภาษิตที่ว่า "มีลูกสาวเหมือนมีถังส้วมอยู่หน้าบ้าน" สาวภารตจึงถูกบ่วงความเชื่อ บ่วงประเพณีและบ่วงวัฒนธรรมรัดรึงจนแทบกระดิกตัวไม่ได้ เพราะพ่อแม่กลัวจะถูกประจานว่า "ส้วมเหม็น" จนขายลูกสาวไม่ออก

                          มาถึงยุคศตวรรษที่ 21 ยุคที่อินตระเดียวางแผนจะส่งยานไปเยี่ยมเยียนเทพเทวีจันทราในอีกไม่ช้าไม่นานนี้ แต่ความเชื่อที่ว่า "มีลูกสาวเหมือนมีถังส้วมอยู่หน้าบ้าน" ก็ยังฝังแน่นอยู่ในยีนของผู้ชาย จนเชื่อฝังหัวว่าผู้หญิงไม่ว่าจะเป็นลูกหรือเมีย เป็นพวกที่เลี้ยงไม่เชื่อง ระริกระรี้อยากมีสามีหรือมีชู้ถ้าโอกาสเป็นใจ จึงต้องหามาตรการทุกอย่างเพื่อควบคุมพวกเธอให้อยู่ในกรอบของสังคมปิตาธิปไตยหรือชายเป็นใหญ่

                          มาตรการใหม่ล่าสุดที่เพิ่งคิดค้นขึ้นมาใช้เป็นครั้งแรกในยุคของสังคมไฮเทคก็คือสั่งห้ามผู้หญิงทุกเพศทุกวัยใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะเป็นพาหะนำโรคร้ายสู่สังคม เป็นตัวการบ่อนทำลายศีลธรรมอันดีของสังคม เพราะอาจทำให้ผู้หญิงดื้อแพ่ง เป็นกบฏต่อสังคมด้วยการหนีตามผู้ชายได้ง่ายยิ่งขึ้น

                          ผู้เป็นต้นคิดประดิษฐ์โซ่ตรวนเส้นใหม่มาร้อยรัดผู้หญิงก็คือคณะกรรมการหมู่บ้านซันเดอร์บารี ชุมชนชาวมุสลิมทางเมืองปัตนะ ในรัฐพิหาร ทางตะวันออกของประเทศอินเดีย ซึ่งนอกจากจะขีดกรอบพฤติปฏิบัติของผู้หญิงในหมู่บ้านแล้ว ยังกำหนดบทลงโทษถ้าหญิงสาวคนใดฝ่าฝืนจะถูกปรับเป็นเงิน 1 หมื่นรูปี (ราว 5,580 บาท) ส่วนผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะถูกปรับเป็นเงิน 2,000 รูปี (ราว 1,135 บาท) โดยหัวหน้าคณะกรรมการหมู่บ้านอ้างที่ปลายเหตุว่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มี "ถังส้วมมีชีวิต" หนีตามผู้ชายหรือมีชู้มากขึ้นถึง 6 รายด้วยกัน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ถือเป็นความอับอายของทั้งหมู่บ้านโดยรวมทุกครั้งที่มีคนจากหมู่บ้านอื่นเข้ามาถามว่า “คราวนี้ ผู้หญิงบ้านไหนอีกล่ะ ที่หนีตามผู้ชาย?” เนื่องจากสถิติการหนีตามผู้ชายของผู้หญิงในหมู่บ้านนี้สูงมากเมื่อเทียบกับหมู่บ้านอื่นๆ จึงต้องออกกฎเหล็กข้อนี้

                          โดยไม่ย้อนดูตัวเองว่าเป็นคนเช่นไรถึงทำให้ผู้หญิงยอมตายได้มากขนาดนี้ถึงขนาดยอมมีชู้หรือหนีตามชายอื่นหวังไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า ได้แต่อ้างว่านี่ถือเป็นมาตรการปรานีที่สุดแล้ว เพราะถ้าเป็นสมัยก่อน ผู้หญิงที่กล้าฝ่าฝืนม่านประเพณีนี้ โดยเฉพาะประเพณีคลุมถุงชน จะต้องถูกแห่ประจานและถูกปาก้อนหินใส่จนเสียชีวิต เพื่อรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล

 

 

---------------------

(นอกบ้านผ่านเมือง : ล้อมคอก 'ถังส้วมมีชีวิต' ในแดนภารต (1) : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)