
คุกกลางทะเล
แนวคิดที่จะเอานักโทษคดียาเสพติดไปไว้ตามเกาะในอ่าวไทย นับว่าบรรเจิดน่าลองจริงๆ ครับ
ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอแนวคิดนี้ท่ามกลางปัญหายาเสพติด ที่กำลังระบาดอย่างหนักอยู่ในขณะนี้ หนำซ้ำยังไม่มีทีท่าว่าจะควบคุมได้ด้วย
เรื่องหนึ่งที่ท่าน รมว.ยุติธรรมยอมรับคือ มีเจ้าหน้าที่ภายในเรือนจำหลายระดับเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการซื้อ-ขายยาเสพติดจากภายนอกประเทศ
"เรือนจำ" ที่ว่าคือ เรือนจำหลัก 5 แห่งของกรมราชทัณฑ์ กลายเป็นกองบัญชาการใหญ่ของพ่อค้ายา เอเย่นต์รายย่อย การสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือในที่คุมขังยังจัดการไม่ได้เบ็ดเสร็จ เพราะราคาซื้อขายข้างในแพงกว่าข้างนอกหลายเท่าตัว เจ้าหน้าที่จึงยอมเสี่ยง
แม้จะมีตัวใหญ่ๆ หรือลิ่วล้อในขบวนการถูกจับ เมื่อการสื่อสารยังสามารถทำได้ เครติดทางการค้าย่อมมีอยู่ พวกหน้าใหม่ก็ไม่ต้องกังวลใจ เครือข่ายก็ไม่สั่นคลอน
ธุรกิจยาเสพติด จึงเป็นปึกแผ่น ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
แนวคิดที่จะหาเกาะในทะเลอ่าวไทย หรือฐานขุดเจาะน้ำมันเก่าสร้างเป็นคุก เพื่อนำหัวโจกที่มีพฤติกรรมค้ายาเสพติดไปกักขัง เพื่อตัดวงจรเครือข่ายจึงน่าสนใจมากกว่าการขยายเรือนจำบนบก
ถึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เพราะต้องมีกฎหมายรองรับ มีงบประมาณก่อสร้างมหาศาล และต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ต้องหา การเยี่ยมญาติ ไปมากลางทะเลย่อมไม่สะดวก เหมือนเรือนจำปกติ
แต่การแก้ไขปัญหาก็น่าจะมีทางออก ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันทันสมัย มีวิดีโอลิงก์ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เห็นหน้าเห็นตากันได้ หรืออาจประสานขอความร่วมมือจากกองทัพเรือจัดเรือรับส่งพิเศษ เพื่อให้ญาติเดินทางไปเยี่ยมก็เหมาะ
ในแง่ของชัยภูมิที่ตั้งย่อมได้เปรียบกว่า ระบบรักษาความปลอดภัยผู้ต้องหาหลบหนีได้ลำบาก ใครเคยดูสารคดีเกี่ยวกับคุก "อัลคาทราช" ในอเมริกาคงนึกภาพออก การมีทะเลล้อมรอบสามารถตัดความคิดแหกคุกไปได้มาก
หรือใครเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับ "คุกตะรุเตา" ที่คุมขังนักโทษการเมืองมาแล้ว หลายรายคิดหลบหนีก็เป็นเหยื่อของฉลาม ตอนนั้นไม่มีกำแพง ไม่มีอาณาเขต นักโทษจึงคิดหลบหนี
แต่ในโลกปัจจุบันไม่ว่าเกาะหรือฐานขุดเจาะน้ำมัน เราสามารถสร้างพื้นที่คุมขังอย่างถาวรได้ ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย แนวคิดแบบนี้ แม้จะดูกว้างไกลไปหน่อย แต่น่าลองนะครับ ถ้าเทียบกับภัยคุกคามยาเสพติด



