
"คุกคนแก่" หรือ "เซฟโซนผู้ป่วยจิตเวช" ป้าแมว เปิดเบื้องหลังศูนย์ดูแลฯ กาญจนบุรี
CIB บุกตรวจศูนย์พักพิงผู้สูงอายุ กาญจนบุรี หลังดราม่า ขังผู้ป่วย-ทำร้ายร่างกาย ด้าน "ป้าแมว" เจ้าของศูนย์ฯ โต้เดือด เป็นมาตรการดูแลผู้ป่วยจิตเวช ยันมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย
กรณีดราม่าศูนย์พักพิงผู้สูงอายุแห่งหนึ่งใน ในพื้นที่ ต.ท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ขังคนแก่ไว้ในเตียงที่มีกรงครอบ หลายคนมองว่า ลักษณะคล้ายการขังคุก โดยผู้เสียหายเข้าร้องเรียนต่อรายการทางสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ระบุว่า ถูกลูกชายนำตัวส่งศูนย์ดูเเลผู้สูงอายุ และยังมีการทำร้ายร่างกาย พร้อมกักขังหน่วงเหนี่ยว
ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.5 บก.ป. ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้เข้าตรวจสอบศูนย์ดังกล่าวเป็นการด่วน เนื่องจากในข่าวที่นำเสนอระบุว่า มีการกักขังหน่วงเหนี่ยวและทำร้ายร่างกายผู้ป่วยที่เข้ามาพำนักรักษาตัวภายในศูนย์ฯด้วย
ทันทีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึงศูนย์ฯดังกล่าว ได้พบกับ เรืออากาศเอกหญิงภรเสริมสิริฯ หรือ ป้าเเมว เจ้าของผู้บริหารศูนย์ดังกล่าว ซึ่งให้ข้อมูลว่า ตนเองจบหลักสูตรพยาบาลทหารอากาศและทำงานที่โรงพยาบาลของกองทัพจนติดยศ ร้อยเอก จึงลาออกมาทำงานโรงพยาบาลเอกชน ที่ จ.กาญจนบุรี ต่อมาประมาณปี 2549 ได้เปิดศูนย์ดูเเลผู้สูงอายุ (เวชกรรมชั้น1) ที่ตั้งปัจจุบันรับดูแลเฉพาะผู้ป่วยฟื้นฟูและผู้สูงอายุ
กระทั่งเมื่อปี 2564 ตนเองได้เปลี่ยนเป็นสถานรับดูเเลผู้สูงอายุเเละผู้ป่วยพึ่งพิง(จิตเวชเเละฟื้นฟู) ที่ตั้งเดิม โดยรับดูเเลผู้สูงอายุ,ผู้ป่วยจิตเวช ผู้ป่วยพักฟื้น ในสถานที่ดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน ซึ่งตนเองได้ขึ้นทะเบียนขออนุญาตจากศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่5 (สบส.5) กระทรวงสาธารณสุข มีการตรวจสอบเเละต่ออายุทุกปี ล่าสุดเพิ่งจะต่ออายุเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา จากนั้น ป้าเเมว ได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบภายในศูนย์ดังกล่าว
ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ดูเเลผู้ป่วยจำนวน 19 คน ชาย 3 คน หญิง 16 คน
ผู้ป่วยในความดูเเลทั้งหมดจำนวน 92 ราย
- ผู้ป่วยชาย 75 คน แยกเป็น จิตเวช 68 คน, ชรา 5 คน, ฟื้นฟู 2 คน
- ผู้ป่วยหญิง รวมจำนวน 17 คน แยก เป็นจิตเวช 13 คน, ชรา 3 คน, ฟื้นฟู 1 คน
จากการตรวจสอบสภาพภายในอาคารที่พัก มีการเเบ่งเเยกเป็นสัดส่วนชาย-หญิง มีห้องพักชนิดห้องพักเดี่ยวติดแอร์ ห้องพักรวมแอร์ เเละห้องพักเดี่ยวพัดลม เเยกตามอาการเเละประเภทของผู้ป่วย ซึ่งกรณีที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชรุนเเรง จะถูกจัดอยู่ในห้องเป็นพักชนิดลูกกรงเหล็ก เนื่องจากผู้ป่วยจิตเวชมักจะทำลายข้าวของ เดินไปมา จึงจำเป็นต้องทำเป็นกรงเหล็กเพื่อความเเข็งเเรงเเละล็อคกุญเเจด้านนอก เพื่อป้องกันอันตรายต่อตัวผู้ป่วยเองและเจ้าหน้าที่ที่เป็นดูแล
ขณะที่ภายในบริเวณมีการจัดโซนรับประทานอาหารมีแม่ครัว 2 คน และโซนออกกำลังกายอุปกรณ์ออกกำลังกายวางไว้หลายชิ้น ด้านบนเพดานมีการขึงลวดหนามหีบเพลง ระบุว่า ไว้ป้องกันผู้ป่วยจิตเวชปีนหลบหนีออกไป
ป้าเเมว เปิดเผยว่า ที่ผู้เสียหายมาร้องเรียนนั้น เป็นเหตุการณ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ลูกชายผู้เสียหายได้ติดต่อมาที่ศูนย์ฯขอนำผู้เสียหายมาพักอาศัยอยู่กับทางศูนย์ โดยลูกชายเเจ้งว่า ผู้เสียหายมักจะไปก่อความวุ่นวายกับพนักงานในบริษัทของลูกชายและจะทำร้ายคนในครอบครัว ซึ่งทางลูกชายเป็นคนติดต่อมาที่ศูนย์ เเละเป็นผู้นำผู้เสียหายมาส่งที่ศูนย์ด้วยตนเอง ขณะพักอาศัยผู้เสียหายปกติดีทำกิจกรรมตามที่ศูนย์กำหนด โดยพักในห้องแอร์ห้องเดี่ยวส่วนตัว ไม่มีอาการป่วยแต่อย่างใด มีเพียงการตัดพ้อว่าถูกลูกชายทอดทิ้ง อยากกลับไปอยู่กับครอบครัว
ซึ่งต่อมาทางศูนย์ฯเห็นว่า ผู้เสียหายมีอาการปกติเเละอยากกลับไปอยู่กับครอบครัว ทางศูนย์ฯจึงติดต่อลูกชายเพื่อให้มารับกลับไปดูเเลเมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2569 ซึ่งลูกชายก็มารับกลับไป กระทั่งมีการไปร้องเรียนออกรายการดังกล่าว
ส่วนกรณีทำกรงเหล็กล้อมรอบห้องพักของผู้ป่วยและการขึงลวดหนามหีบเพลงด้านบนเพดานและโดยรอบศูนย์นั้น ป้าแมวให้เหตุผลว่า เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 80 เป็นผู้ป่วยจิตเวช จึงเกรงว่าหากไม่กั้นลูกกรงเหล็กอาจมีการทำร้ายกัน การขึงลวดหนามหีบเพลงเพื่อป้องกันการหลบหนีออกไปก่อความเดือดร้อนกับเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียง พร้อมยืนยันว่า ไม่มีการทำร้ายร่างกายผู้ป่วย และยังได้นำเอกสารการขออนุญาตประกอบกิจการมาแสดงว่าได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง
ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ รวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานภายในศูนย์ฯ เพิ่มเติม ทั้งนี้หากพบการกระทำความผิด จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป



