
เปิดคำพิพากษา "โกทร-พวก" xิงดับ "สจ.โต้ง" ศาลสั่งประหารชีวิต ก่อนลดโทษ
คำพิพากษาพร้อมพฤติการณ์ "โกทร-ลูกน้อง" สังหาร "สจ.โต้ง" 22 นัด ศาลสั่งประหารชีวิต ก่อนลดโทษจำคุกตลอดชีวิต ยกฟ้องข้อหาไตร่ตรอง-ซ่องโจร ชี้เเหตุเฉพาะหน้า ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า
24 ก.ย. 2569 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสุนทร วิลาวัลย์ หรือ "โกทร" อดีตนายก อบจ.ปราจีนบุรีและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และพวกรวม 8 คน กรณีนายสุนทร สั่งให้จำเลยอื่นใช้อาวุธปืนยิง นายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือ "สจ.โต้ง" รวม 22 นัด จนเสียชีวิตภายในบ้าน เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2567 ตามคำฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซ่องโจร เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นร่วมกันฆ่าอื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ
จำเลยประกอบด้วย
จำเลยที่ 1 นายธนศรัณย์กรณ์ -มือปืน
จำเลยที่ 2 นายศักดิ์สิทธิ์ -มือปิน
จำเลยที่ 3 นายธนภัทร
จำเลยที่ 4 นายอภิสิทธิ์
จำเลยที่ 5 นายสิทธิชัย
จำเลยที่ 6 นายภัทรนนท์ -เป็นช่างไฟ
จำเลยที่ 7 นายสุนทร หรือ "โกทร"
จำเลยที่ 8 น.ส.มินช์ญารัศน์ หรือ "เมย์" พชระมารกุล ภรรยาของมือปืน
ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ผู้ตาย หรือ สจ.โต้ง พร้อมพวกอีกประมาณ 20 คน เดินทางมาที่บ้านของจำเลยที่ 7 หรือ นายสุนทร ที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับสนับสนุนให้ภรรยาของผู้ตายลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี โดยมีพยานเบิกความว่า ผู้ตายได้เข้าไปหาจำเลยที่ 7 เพียงคนเดียวก่อนที่จำเลยที่ 7 ได้ลงมาจากบริเวณชั้น 2 ของบ้าน และลงมาพูดคุยกับผู้ตายในลักษณะโต้เถียงกัน จนจำเลยที่ 7 ร้องไห้ ก่อนที่ผู้ตายจะก้มกราบ ก่อนที่ผู้ตายจะเดินออกมาจากบริเวณบ้าน ระหว่างที่รอประตูรั้วเปิดผู้ตายเปลี่ยนใจและตัดสินใจเดินกลับเข้าไปภายในบ้านโดยใช้ประตูด้านข้างสระว่ายน้ำ
พยานเบิกความอีกว่า หลังผู้ตายเข้าไปนานกว่า 20 นาที ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นมากกว่า 10 นัด และมีคนตะโกนว่า "ผู้ตายถูกยิง" จึงได้มีการตะโกนบอกฝั่งพรรคพวกของผู้ตายให้เตรียมรถนำตัวผู้ตายไปส่งที่โรงพยาบาล
แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นการกระทำความผิด แต่ได้มีการนำพยานแวดล้อมจากตำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบวิถีกระสุนปืน และเขม่าดินปืน ซึ่งได้นำหลักฐานที่เก็บจากกลุ่มคนที่อยู่ในเหตุการณ์ และมีการจำลองการยิงในที่เกิดเหตุ หลาบแบบ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่า ผู้ใดเป็นคนยิงและผู้ใดอยู่ใกล้ ไกล จากระยะการยิง
จากผลการจำลองมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 , 2 ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง ศาลสอดคล้องกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ,2 ประกอบในร่างของผู้ตายมีกระสุน 2 แบบ ส่วนจำเลยที่ 4 อ้างว่าตัวเองไปหลบอยู่ภายในห้องเก็บของ แต่จากการจำลองเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ รวมถึงคราบเขม่าดินปืนที่ติดอยู่กับตัวจำเลยที่ 4 จึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 4 อยู่ในบริเวณที่ยิงกัน และจำเลยที่ 4 เคยให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 7 เคยสั่งว่าหากผู้ตายมาที่บ้าน "ให้ฟาดมันเลย" ทำให้เชื่อได้ว่า ตัวการร่วมกันกระทำความผิด
จากการตรวจสอบเขม่าดินปืนของ จำเลยที่ 7 พิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 7 ได้ใช้อาวุธปืนของจำเลยที่ 2 ที่เป็นอาวุธปืนลูกซองยาวมายิง 3 นัด ทำให้เชื่อได้ว่า ตัวการร่วมกันกระทำความผิดใช้อาวุธปืนยิง มีเจตนาฆ่าผู้ตาย แต่การกระทำของ1,2,4,7 ไม่เข้าข่ายการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เนื่องจากไม่ได้มีการประชุมวางแผนการ และผู้ตายเป็นคนเดินกลับเข้ามาหาเอง ประกอบกับจำเลยที่ 1, 2, 4 เป็นลูกน้องที่อยู่กับจำเลยที่ 7 ก่อนแล้วไม่ได้เรียกมารวมตัวกัน และไม่มีการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ จึงไม่อาจบ่งชี้ว่าเป็นการวางแผนล่วงหน้า
ส่วนที่จำเลยที่ 7 อ้างว่า ตนได้ใช้อาวุธปืนยิงไปนอกบ้าน เพื่อข่มขู่ 3 นัด เป็นการยกข้ออ้างมาต่อสู้ในภายหลัง เพื่อให้สอดคล้องกับเขม่าดินปืน จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟัง
อย่างไรก็ตามจำเลยที่ 3, 5 และ 6 จะเป็นตัวการร่วมด้วยหรือไม่นั้น โจทก์มีแค่เขม่าดินปืน ผลของการตรวจสอบดินปืน ซึ่งจำเลยที่ 3 มีเพียงคราบเขม่าดินปืนเล็กน้อย ส่วนจำเลยที่ 5 และ 6 ไม่พบคราบเขม่าดินปืน จึงพิสูจน์ไม่ได้ว่า จำเลยทั้ง 3 คน ได้ร่วมลงมือ และฆ่าผู้ตาย จึงมีเหตุอันสงสัยตามสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลยทั้ง 3 คน
ส่วนจำเลยที่ 8 พบว่ามีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในวันเกิดเหตุ ระหว่างขับรถผ่านหน้าบ้านของจำเลยที่ 7 พบว่ามีรถยนต์และคนจำนวนมากอยู่ที่หน้าบ้าน แชทแจ้งเตือนจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ได้รายงานให้ความหรือให้ความช่วยเหลือ พิจารณาหลักฐานทั้งหมด ไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 8 กระทำความผิด ความสงสัยจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัย
ส่วนจำเลยที่ 1-7 กระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรหรือไม่นั้น คดีนี้พยานหลักฐานของโจทก์พิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 1-7 ร่วมกันฆ่าผู้ตายเฉพาะหน้าไม่ได้มีการวางแผน และจำเลยที่ 1- 7 ไม่ได้มีการประชุมรับฟังคำสั่งแบ่งหน้าที่กระทำการสมคบคิดร่วมกันฆ่าผู้ตาย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ากระทำผิดฐานซ่องโจร
ส่วนเรื่องคำขอค่าสินไหมทดแทนจากผู้ร้อง ซึ่งคือพี่ชายของผู้ตาย และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก ได้ขอค่าสินไหมทดแทนจากการทำพิธีปลงศพ โดยเป็นเงินจำนวนกว่าหนึ่งล้านบาท แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรให้จำเลยที่ 1, 2, 4, 7 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 801,400 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ส่วนจำเลยที่ 3, 5, 6, 8 ไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้
ศาลพิพากษาการกระทำของจำเลย 1, 2, 3, 4, 5, 7 ผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมตามกระทงความผิดไป ในฐานฆ่าผู้อื่น เป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นโทษหนักสุด ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1, 2, 4, 7 ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน แต่มีเหตุให้ลดโทษ เหลือจำคุกตลอดชีวิต และให้ร่วมกัน ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 801,400 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี
ส่วนจำเลยที่ 3 และ 5 มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ให้จำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 8 เดือน ปรับ 7,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 5 เป็นเวลา 1 ปี 2 เดือน ปรับ 8,000 บาท แต่จำเลยที่ 3 และ 5 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญามีกำหนดไว้ 2 ปี และยกฟ้องจำเลยที่ 6 และจำเลยที่ 8 ส่วนข้อหาสมคบกันซ่องโจรและข้อหาอื่น ๆ ให้ ยกฟ้อง
สำหรับบรรยากาศบนห้องพิจารณาคดี วันนี้ มีกลุ่มผู้ สนับสนุนทั้งสองฝ่ายมาร่วมรับฟังคำพิพากษาจำนวนมาก จนไม่สามารถที่จะเข้าไปรับฟังได้ทั้งหมด จึงได้เข้าแค่ตัวแทนและญาติเท่านั้น
ในวันนี้ ศาลเบิกตัว "โกทร" โดยใส่ชุดผู้ต้องขังนั่งอยู่บนวีลแชร์ เข้ามาในห้องพิจารณาคดี โดยโกทรมีสีหน้ายิ้มแย้ม ยกมือไหว้ทักทาย และตลอดการอ่านคำพิพากษา จำเลยทั้ง8คน มีสีหน้าเรียบเฉย



