
ทายาท "ตาเฮียง" เอาผิด ม.157 เจ้าหน้าที่ที่ดิน โอนโฉนดให้วัดป่าอดุลยาราม
มหากาพย์ 20 ปียังไม่จบ "ป้าดา" พร้อมทายาท "ตาเฮียง" บุกกองปราบแจ้ง ม.157 จนท.ที่ดิน ปมโอนโฉนด 21 ไร่ให้วัดป่าอดุลยาราม ทั้งที่ทายาทไม่เคยยินยอม ลั่นประเทศมีกฎหมาย
กรณีที่ดินวัดป่าอดุลยาราม หลังจากเปลี่ยนชื่อโฉนดจาก "นายเฮียง" เป็นชื่อ "วัดป่าอดุลยาราม" แล้วนั้น
ล่าวุดวันนี้ 23 ก.ย. 2569 น.ส.ชมมณี น้อยจันทร์ หรือ ป้าดา พร้อมด้วย นางบัวไข สรสมุทร ผู้จัดการมรดก นายวรเดช ช่างบุ ที่ปรึกษาฝ่ายทายาท และกลุ่มทายาทของ "ตาเฮียง" เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นบางราย ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
นายวรเดช เปิดเผยว่า วันนี้แจ้งดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่ดินประมาณ 3-4 คน ร่วมกันโอนโฉนดที่ดินแปลงให้กับวัดป่าอดุลยาราม เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา ทั้งที่ทางกลุ่มทายาทในฐานะผู้จัดการมรดกไม่เคยให้ความยินยอม อีกทั้งคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาลฎีกา ตั้งข้อสังเกตว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินสำหรับสร้างวัดตาม มาตรา 33 (2) ไม่ใช่ที่ธรณีสงฆ์ตาม มาตรา 33 (1) ตามที่ถูกกล่าวอ้าง การโอนกรรมสิทธิ์จึงขัดต่อเจตนารมณ์ดั้งเดิมของ "พ่อเฮียง" ผู้ให้
นอกจากนี้ยังพบพิรุธในเอกสารขอตั้งวัดเมื่อปี 2541 ซึ่งระบุว่า มีสิ่งก่อสร้าง 12 รายการ แต่เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพความเป็นจริงกลับไม่พบสิ่งก่อสร้างใดๆ ทำให้ตั้งข้อสงสัยว่า กระบวนการขอตั้งวัดอาจไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และอาจเข้าข่ายเป็นโมฆะ
ด้าน ป้าดา กล่าวด้วยความอัดอั้นว่า ครอบครัวถูกสังคมเข้าใจผิดและประณามมาโดยตลอดว่า ต้องการฮุบที่ดินวัด ทั้งที่ความเป็นจริงครอบครัวต้องต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิ์ในที่ดินมรดกตกทอดมากว่า 20 ปีแล้ว ที่ผ่านมาเคยสอบถามไปยังหน่วยงานต่างๆ รวมถึงพระผู้ใหญ่หลายรูป แต่กลับได้รับคำตอบว่า พื้นที่ดังกล่าวไม่มีข้อมูลสถานะเป็นวัดในระบบ
“ที่ดินแปลงนี้มีความสำคัญมาก เรื่องกรรมสิทธิ์ไม่ใช่ใครอยากได้แล้วจะโอนกันเอง ประเทศมีกฎหมาย เหตุใดจึงต้องมาละเมิดสิทธิครอบครัวเรา ทายาทส่งหนังสือคัดค้านไปที่สำนักงานที่ดินตั้งแต่ 3 กันยายน แต่ทำไมยังมีการโอนเกิดขึ้น ทั้งที่คดียังค้างอยู่ในศาลฎีกา” ป้าดากล่าว
ทิ้งท้าย ทายาทฝากไปถึง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขอให้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตนเอง นำข้อมูลของทั้งสองฝ่ายมาเปิดเผยต่อหน้ากัน เพื่อพิสูจน์ความจริงว่าเอกสารของฝ่ายใดเป็นเท็จและคืนความเป็นธรรมให้กับครอบครัว โดยยืนยันว่า หากทายาทเป็นฝ่ายผิดจริง ก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างแน่นอน



