
สตม. บุกรวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ คาคฤหาสน์หรู 270 ล้าน พร้อมเครื่องแบ ตร. ฮอกไกโด
สตม. บุกค้นบ้านหรูซอยเอกชัย หลังสืบพบถูกใช้เป็นฐานกบดานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวบผู้ต้องหาญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน เมียนมา ไทย รวม 14 ราย พร้อมยึดยาเสพติด ชุดตร.ญี่ปุ่นแอบอ้างข่มขู่เหยื่อ
16 ก.ย. 2569 เวลาประมาณ 16.00 น. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งใน ซอยเอกชัย 112 แขวงบางบอนเหนือ เขตบางบอน กทม. ซึ่งเป็นคฤหาสน์หรูที่เชื่อว่าเป็นแหล่งกบดานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พื้นที่ใช้สอยกว่า 2,515 ตร.ม. มูลค่ากว่า 270 ล้านบาท
ภายหลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบคฤหาสน์ดังกล่าว พบบุคคลต่างด้าว 13 ราย เป็นบุคคลสัญชาติญี่ปุ่น 4 ราย สัญชาติจีน 4 ราย สัญชาติเมียนมา 2 ราย สัญชาติไต้หวัน 2 ราย บุคคลพื้นที่สูง 1 ราย และพบคนไทยอีก 1 ราย รวม 14 ราย พร้อมพยานหลักฐานอื่น ๆ อีกจำนวนมาก ได้แก่ ยาเสพติดประเภทเคตามีน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เชื่อว่าใช้ในการกระทำความผิด หลอกลวงผู้เสียหาย เป็นคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง Laptop 2 เครื่อง Taplet 4 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 27 เครื่อง Pocket WiFi 6 เครื่อง โต๊ะทำงานของผู้ต้องหา 8 ตัว เครื่องแบบตำรวจญี่ปุ่น 3 ชุด บัตรประจำตัวตำรวจญี่ปุ่นพร้อมตรา 3 ชุด เครื่องหมายตำรวจญี่ปุ่น 10 ชิ้น
จากการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหามีการหลอกลวงผู้เสียหายในรูปแบบขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยหลอกลวงว่าเป็นระบบขนส่งของประเทศญี่ปุ่น ขอให้เหยื่อให้ข้อมูลส่วนตัวยืนยันที่อยู่ปัจจุบันและเบอร์โทรศัพท์ ต่อมาจะหลอกลวงว่ามีพัสดุผิดกฎหมายอยู่ในครอบครอง ทำให้เหยื่อเกิดความกลัว ก่อนที่จะแอบอ้างเป็นตำรวจญี่ปุ่นเมืองฮอกไกโด หลอกล่อให้เหยื่อโอนเงินให้
อีกรูปแบบจะเป็นลักษณะของการรับฝากเงิน โดยหลอกลวงว่า ใบรับฝากเงินชั่วคราวที่เหยื่อทำธุรกรรมนั้น เป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด มีการฝากเงินเข้าบัญชีโดยผิดกฎหมาย ต่อมาก็จะหลอกลวงให้เหยื่อเชื่อว่าจะต้องถูกตำรวจญี่ปุ่นดำเนินคดี ก่อนจะขูดรีดเงินจากเหยื่อ
เบื้องต้น สตม. ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด และดำเนินการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ในรายของคนต่างด้าว และได้ประสานข้อมูลกับทางการญี่ปุ่น เพื่อจะได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและเร่งช่วยเหลือผู้เสียหายในคดี
พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. กล่าวว่า กรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังคงมีการลักลอบกระทำความผิดในประเทศไทยอยู่เป็นระยะๆ เมื่อมีการจับกุมดำเนินคดีในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว สตม. จะได้ประสานข้อมูลกับประเทศต้นทาง เพื่อตรวจสอบ ขยายผลความเชื่อมโยงที่อาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มอื่น หรือความผิดอื่น ๆ ต่อไป



