
ช็อก! "สีกาเอ๋" รวยเร็วยิ่งกว่าเดอะฟาสต์ เคยล้มละลาย แต่ลุกได้ใน 3 ปี เสกบ้าน เงินสดอู้ฟู่
"สีกาเอ๋" จากโยมอุปถัมภ์วัด เคยล้มละลาย กลับรวยพุ่งใน 3 ปี เสกบ้าน 2 หลัง ทรัพย์สินอู้ฟู่ ด้าน "กองปราบ" เคลียร์ปมโต๊ะสีส้ม ยันไม่ใช่ของกลาง แต่เป็นสิ่งอัปมงคล ต้องกวาดออกจากวัด
ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป. คลี่คลายคดีสัมพันธ์ระหว่าง "สีกาเอ๋" กับ "สมีโชติ" โดยชี้จุดตัดสำคัญไม่ได้อยู่ที่เรื่องชู้สาว แต่เป็น "เส้นทางการเงิน" ที่ปรากฏหลักฐานเชิงประจักษ์เด่นชัด เนื่องจากสีกาเอ๋เข้ามาเป็นโยมอุปถัมภ์วัดตั้งแต่ปี 2550 และถูกศาลสั่งเป็นบุคคลล้มละลายในช่วงปี 2562–2565 ทว่าภายในเวลาเพียง 3 ปีกลับมีบ้านถึง 2 หลัง มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท พร้อมเงินสดและทรัพย์สินอีกจำนวนมาก
ทั้งที่ไม่ปรากฏอาชีพหรือแหล่งที่มาของรายได้แน่ชัด นำไปสู่ข้อสันนิษฐานทางคดีว่าเงินบริจาคจากญาติโยมของสมีโชติต้องถ่ายโอนไปดูแลหญิงอันเป็นที่รักจนเข้าข่ายความผิดอาญา
"ถ้าท่านมีคนรัก ท่านมีครอบครัวก็อยากจะดูแลผู้หญิงที่ท่านรัก แต่ท่านเป็นพระ อาจให้ความดูแลสะดวกสบายสุดท้าย ทรัพย์สินเงินทองต่างๆจากญาติโยมก็ไหลไปสู่ หญิงอันเป็นที่รัก ก็นำไปสู่การดำเนินคดี ซึ่งขอตอบแบบนี้ไม่ให้เสื่อมเสียในกระบวนการ ซึ่งขออภัยที่ไม่ตอบประเด็นเรื่องชู้รัก"
ส่วนกระแสโซเชียลเรื่อง "โต๊ะสีส้ม" ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ยืนยันชัดเจนว่าไม่ใช่ของกลางในคดีอาญาและไม่ใช่สาระสำคัญ กลับมากรุงเทพฯถึงทราบว่ามีเรื่องวุ่นวายมากมายในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ใช่สาระของการดำเนินคดี กลับเป็นเรื่องของโต๊ะเก้าอี้ที่สังคมให้ความสำคัญ เอามันออกไปจากวัด เอาสัญลักษณ์ที่มันไม่ดีออกไป
"ที่นั่นควรจะเป็นวัดมันมีโบราณสถาน มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และถ้าจะมีคนแผลงๆตามไปเช็คอินตามไปตามรอยเหมือนประมาณหลายปีที่ผ่านมา ตามรอยออเจ้า ผมอยากให้ไปตามรอยในสิ่งที่มันสร้างสรรค์"
ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญา แต่เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่กวาดขยะกวาดสิ่งปฏิกูลออกจากในวัด อาจจะช้าในการสื่อการ แต่ข้อมูลต่างๆรับรู้ทางโซเชียลและตีความไป จนกลายเป็นเรื่องเป็นราวกลายเป็นความสนุกบนสิ่งที่ไม่ควรจะพูดไม่ควรจะบอก จุดที่วัดถ้าได้เข้าไปจะรู้เลยว่า ไม่มีการทะเลาะหรือต่อสู้ในเชิงความคิด ทุกฝ่ายมาร่วมเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้นกัน
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า สรุปโต๊ะสีส้มนั้น จะทำอย่างไร เผา หรือ ทิ้ง
ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ตอบว่า ไม่อยู่ในชุดความคิดของตำรวจ แต่เอาออกมาเถอะ ซึ่งตรงนั้นก็มีแค่ตำรวจกองปราบเอาออกมาก่อน ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน พวกเราไม่อยากเอามาใส่ใจในประเด็นพวกนี้
ส่วนการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งสองรายนั้น ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ระบุว่า สีกาคนสนิท ให้การปฏิเสธ และอ้างว่า เงินมาจากการหารายได้จากการทำมาหากิน ซึ่งเป็นสิทธิผู้ต้องหา แต่ตำรวจมีพยานหลักฐานเป็นเส้นเงิน โดยไม่ปรากฎที่มาของทรัพย์สินเงินทอง ไม่มีอาชีพ และมีการใช้เงินในการผ่องถ่ายไปซื้อทรัพย์สินอื่นด้วย
ส่วนนายโชติ อดีตเจ้าอาวาสฯ อยู่กระบวนการของการสอบปากคำ และให้การปฏิเสธ และไม่สามารถชี้แจงทรัพย์สินที่มีอยู่ได้



