ข่าว

ก.ต.ช. ดึงประชาชนเป็น "หุ้นส่วนความปลอดภัย" ยกมรดกยุทธศาสตร์ปั้น อส.ตร. ยุคใหม่

ก.ต.ช. ดึงประชาชนเป็น "หุ้นส่วนความปลอดภัย" ยกมรดกยุทธศาสตร์ปั้น อส.ตร. ยุคใหม่

15 ส.ค. 2569

ก.ต.ช. ดันมรดก "บิ๊กต่าย" ปั้น อส.ตร. ยุคใหม่ ดึงประชาชนเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัย ล้างภาพซื้อขายตำแหน่ง สกัดโจรไซเบอร์ยั่งยืน

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน สะท้อนทัศนะต่อภาวะผู้นำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ (บิ๊กต่าย) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่าเป็นยุคที่มุ่งปรับเปลี่ยนจากการทำงานแบบ "ตำรวจทำให้ประชาชน" ไปสู่ "ตำรวจทำร่วมกับประชาชน" โดยเน้นสร้างภาคประชาชนให้เป็นหุ้นส่วนความปลอดภัย ผ่านคำสั่งขับเคลื่อนเครือข่ายอาสาสมัครตำรวจบ้าน (อส.ตร.) เพื่อดึงชุมชนเข้ามาร่วมป้องกันอาชญากรรม รู้จักสังเกต แจ้งเตือน และส่งต่อข้อมูลให้ตำรวจมืออาชีพอย่างเป็นระบบ

 

ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการบริหารงานบุคคลด้วยหลักธรรมาภิบาล โดยต้องกล้าจัดการกับตำรวจที่กระทำผิดอย่างตรงไปตรงมา ควบคู่กับการปกป้องและสร้างขวัญกำลังใจให้ตำรวจดี ยึดหลักว่าตำแหน่งตำรวจไม่ใช่สินค้า แต่คือความไว้วางใจของแผ่นดินที่ต้องตัดสินจากความรู้ ความสามารถ ผลงาน และความสุจริต 

นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันการนำเทคโนโลยีและข้อมูล (Data) มายกระดับยุทธศาสตร์รับมืออาชญากรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะอาชญากรรมออนไลน์และไซเบอร์ เปลี่ยนบทบาทจากการรอเกิดเหตุแล้วไประงับเหตุ มาเป็นการประเมินความเสี่ยงเพื่อเข้าป้องกันล่วงหน้า พร้อมทั้งเชื่อมโยงฝ่ายนโยบายเข้ากับฝ่ายปฏิบัติในระดับสถานีตำรวจอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดหวังว่ากลไกทั้งหมดนี้จะกลายเป็นมรดกเชิงระบบที่ยั่งยืน ช่วยสร้างความโปร่งใสและคืนความเชื่อมั่นให้ประชาชนแม้ในวันที่ผู้นำจะเปลี่ยนผ่านไปแล้วก็ตาม

 

ผศ.ดร.นพดล กล่าวว่า  การทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติยุคนี้ คือความพยายามเชื่อมสองโลกเข้าหากัน โลกหนึ่งคือ ฝ่ายนโยบาย — Policy อีกโลกหนึ่งคือ ฝ่ายปฏิบัติ— Operations คำสั่งเรื่องอาสาสมัครตำรวจบ้านเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เพราะไม่ได้มีเพียงผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ยังออกแบบให้มีกลไกด้านนโยบายและการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้ามาทำงานร่วมกัน และกำหนดภารกิจตั้งแต่การปรับหลักสูตร การคัดเลือกอาสาสมัคร ค่าตอบแทน ไปจนถึงการพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการป้องกันอาชญากรรม

นี่คือสิ่งที่ในทางยุทธศาสตร์มีความสำคัญมาก เพราะนโยบายต้องลงไปถึงสถานีตำรวจ และปัญหาจากสถานีตำรวจต้องสามารถย้อนกลับขึ้นมาปรับนโยบายได้ ถ้าสองทางนี้เดินถึงกัน องค์กรจะเรียนรู้ได้จาก Cybersecurity สู่ “ความมั่นคงของประชาชน”

 

ตนในฐานะเคยเป็นที่ปรึกษาคณะทำงานของ บิ๊กต่าย ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้เห็นความสำคัญของการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติภายใต้การนำของ บิ๊กต่าย ผลักดันการแก้ปัญหาเหล่านี้ให้เป็นภารกิจสำคัญ เพราะนี่คือสนามอาชญากรรมแห่งยุคใหม่ ข้อมูล (Data) ไม่ควรเป็นเพียงรายงาน แต่ต้องช่วยให้ตำรวจตัดสินใจก่อนเกิดเหตุ

 

พูดง่าย ๆ ว่า ภารกิจงานตำรวจยุคบิ๊กต่าย เปลี่ยนจาก “เกิดเหตุไประงับเหตุ” ไปสู่ “เห็นความเสี่ยงว่าจะเกิดเหตุอีกจึงเข้าป้องกันก่อน” นี่ควรเป็นทิศทางของตำรวจไทยในอนาคต และเห็นได้ในยุคของบิ๊กต่ายที่ สภ.เมืองพัทยา และบางสถานีตำรวจของประเทศ แต่เกิดมีขึ้นจริงแล้วในยุคนี้