ข่าว

"นพดล" ชม "เรวัช" กล้าจุดประเด็นครูพกปืu ชี้เป็นโจทย์ใหญ่ รัฐต้องวางระบบ "ป้องกันก่อนเสียงปืนดัง"

"นพดล" ชม "เรวัช" กล้าจุดประเด็นครูพกปืu ชี้เป็นโจทย์ใหญ่ รัฐต้องวางระบบ "ป้องกันก่อนเสียงปืนดัง"

10 ส.ค. 2569

"นพดล" ชี้ข้อเสนอ "เรวัช"ให้ครูพกปืนเป็นโจทย์ใหญ่ ย้ำต้องมองภาพรวม ปราบปืนผิดกฎหมายต้นทาง-ดึงชุมชนร่วมเฝ้าระวัง ก่อนเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียน

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำหลักสูตรนวัตกรรมสันติภาพ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กตช. กล่าวถึงข้อเสนอของ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร เรื่องการเปิดโอกาสให้ครูพกปืนว่า เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้สังคมหันมาถกเถียงเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียน และชี้ให้เห็นช่องว่างในนาทีวิกฤตก่อนที่ตำรวจจะมาถึง 


อย่างไรก็ตาม การนำปืนเข้าโรงเรียนมีความเสี่ยงสูง โจทย์ที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่การถามว่าครูควรมีปืนหรือไม่ แต่คือการสร้างระบบที่ไม่ให้เด็กและครูต้องเผชิญหน้ากับกระบอกปืนตั้งแต่แรก


 

ปืนหนึ่งกระบอกของคนร้าย ไม่ควรนำไปสู่คำตอบง่าย ๆ ว่า ต้องมีอีกกระบอกหนึ่ง โรงเรียนไม่เหมือนสถานที่ทั่วไป ทุกเช้า พ่อแม่จำนวนมหาศาลส่งสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของตนเองผ่านประตูโรงเรียนเข้าไป แล้วฝากความไว้วางใจไว้กับครูและระบบของรัฐว่า ลูกของเขาจะกลับบ้านอย่างปลอดภัย

 

ดังนั้น การนำอาวุธปืนเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมของเด็ก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านการป้องกันตัวหรือป้องกันเหตุร้าย จำเป็นต้องคิดอย่างละเอียดที่สุด ใครเป็นผู้ถือ ใครเป็นผู้อนุญาตทฝึกมากเพียงใด เก็บอาวุธอย่างไร หากเด็กเข้าถึงอาวุธจะทำอย่างไร หากเกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ใครจะรับผิดชอบ และหากตำรวจเข้าถึงพื้นที่แล้วพบคนหลายคนถืออาวุธ จะสามารถแยกผู้ก่อเหตุกับผู้ป้องกันเหตุในเสี้ยววินาทีได้อย่างไร

 

ศ.ดร.นพดล  ระบุต่อว่า สำหรับตน “ปืน” หากกฎหมายเปิดให้ใช้ได้ในเงื่อนไขใดก็ตาม ควรเป็นเรื่องที่อยู่ปลายสุดของระบบความปลอดภัย แต่สิ่งที่ต้องอยู่ต้นสุด คือ การป้องกันก่อนเกิดเหตุ ก่อนจะถามว่าใครควรมีปืน เราควรถามว่า ทำอย่างไรให้ปืนผิดกฎหมายเข้าถึงคนยากขึ้น

 


ตรงนี้เห็นความสำคัญของแนวนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการเข้มงวดและจัดระเบียบอาวุธปืนผิดกฎหมาย ควบคู่ไปกับการพัฒนา "อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่" เพื่อเพิ่มพลังป้องกันในชุมชนและสถานที่เปราะบางอย่างโรงเรียน โดยอาสาสมัครยุคใหม่ต้องไม่ใช่การสร้างกลุ่มติดอาวุธ แต่เป็นการดึงประชาชนมาเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัยที่เน้นการใช้ข้อมูลและการแจ้งเบาะแสผ่านเทคโนโลยี มากกว่าการใช้กำลัง ภายใต้ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2551 

 


ผศ.ดร.นพดล  ระบุว่า ขณะนี้ตนกำลังมีส่วนร่วมในการออกแบบ หลักสูตรอาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่ ร่วมกับหน่วยงานด้านการศึกษาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้คนที่จะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัยของตำรวจมีความรู้ มีวินัย เข้าใจกฎหมาย เคารพสิทธิมนุษยชน และรู้ว่าตนเอง “ทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้”

 

หากระบบนี้พัฒนาได้สำเร็จ อยากเห็นอาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่เชื่อมโยงกับพื้นที่เปราะบาง หรือ Soft Target มากขึ้นโรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า ตลาด สถานที่ท่องเที่ยวศาสนสถาน สถานบันเทิง

 

และพื้นที่สาธารณะที่มีประชาชนจำนวนมากลองคิดดูว่า หากโรงเรียนหนึ่งแห่งมีระบบเชื่อมต่อระหว่างตำรวจ–ครู–ผู้ปกครอง–ผู้นำชุมชน–อาสาสมัครตำรวจบ้าน–ท้องถิ่น เมื่อพบสัญญาณผิดปกติ มีคนรับรู้ เมื่อพบความเสี่ยง มีคนแจ้งเมื่อเกิดเหตุ มีคนรู้วิธีเอาตัวรอด เมื่อข้อมูลถึงตำรวจ ตำรวจไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ และเมื่อเหตุยังไม่เกิด ทุกฝ่ายก็ช่วยกันป้องกัน

 

นี่คือสิ่งที่ตนเรียกว่า “ป้องกันก่อนเสียงปืนดัง” การฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่ได้เริ่มจากคำประชาสัมพันธ์ ตนคิดว่านี่เป็นอีกมิติหนึ่งที่สำคัญของทั้งนายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่กำลังขับเคลื่อนเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในทุกชุมชนทั้งประเทศ

 

"นพดล" ชม "เรวัช" กล้าจุดประเด็นครูพกปืu ชี้เป็นโจทย์ใหญ่ รัฐต้องวางระบบ "ป้องกันก่อนเสียงปืนดัง"