ข่าว

ดราม่าร้านนวดสุราษฎร์ฯ เตือนปิดมือถือ เจอขู่ "มึงรู้จักกูน้อยไป"

ดราม่าร้านนวดสุราษฎร์ฯ เตือนปิดมือถือ เจอขู่ "มึงรู้จักกูน้อยไป"

26 พ.ค. 2569

นักธุรกิจร้านอาหารแจ้งความถูกขู่ "มึงรู้จักกูน้อยไป" หลังเตือนเตียงข้างๆ ปิดเสียงมือถือในร้านนวด ด้านพนักงานแฉกลับหนังคนละม้วน ยันฝั่งคนเตือนตวาดกร้าวก่อนจนชนวนเหตุบานปลาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ 25 พ.ค. 2569 นายโสมนัส พริ้มแก้ว อายุ 58 ปี นักธุรกิจร้านอาหารชื่อดังในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เดินทางไปพบกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ฯ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับคู่กรณีที่ขู่ว่าจะทำร้ายร่างกาย 

 

 

ล่าสุดเมื่อเวลา 13:00น. วันที่26 พ.ค.2569  ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับ  นายโสมนัส  พริ้มสกุล  อายุ58ปี เจ้าของธุรกิจส่วนตัวซึ่งเป็นผู้ประสบเหตุดังกล่าว  เล่าให้ฟังว่า  เมื่อวานนี้คือวันที่ 25  เวลาประมาณ  16:00น. ตนได้เดินทางไปทำธุระที่บริเวณห้างแห่งหนึ่ง   และในขณะที่รอชาร์จแบตรถไฟฟ้าอยู่นั้นตนได้เข้าไปนวดที่ร้านดังกล่าว  เพื่อฆ่าเวลา  ซึ่งในขณะที่ตนนวดตนได้เคลิ้มหลับไปจนกระทั่งเวลาประมาณ  17:00 น. ตนได้ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงโทรศัพท์ดัง  ตนก็เพียงแค่ได้พูดว่า  ขอความกรุณาปิดเสียงโทรศัพท์หน่อย   แต่เสียงก็ยังไม่หยุดจนได้พูดไปอีกครั้งว่าขอความกรุณาปิดเสียงโทรศัพท์หน่อย  หลังจากนั้นฝั่งคู่กรณีได้บุกเข้ามาในห้องนวดของตนดังคลิปกล้องวงจรปิดที่ปรากฏ  ใช้วาจาข่มขู่ต่างๆนาๆ  และพูดออกมาว่า "มึงรู้จักกูน้อยไปแล้ว อยากนวดเงียบๆให้ไปนวดในป่าช้า ระวังจะไม่ตายแก่"

 

โดยยืนยันว่าตนกับคู่กรณีไม่เคยรู้จักและพบเจอมาก่อนซึ่งปกติแล้วตนนจะไปนวดที่ร้านดังกล่าวเกือบทุกวัน  มาเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็รู้สึกตกใจและคิดว่ามันเกินไปที่ข่มขู่จะทำร้ายตนจึงได้มาแจ้งความเพื่อที่จะดำเนินคดีกับคู่กรณี

 

ผู้สื่อข่าวได้ข้อมูลจากพนักงานร้านนวดคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์แจ้งว่า ก่อนเกิดเหตุ เจ้าของธุรกิจได้ส่งเสียงด้วยน้ำเสียงที่กระโชกและค่อนข้างดังว่า "เตียง3-4 มึงจะดังอะไรนักหนาวะ โทรศัพท์จะดังอะไรนักหนา"

 

ซึ่งเป็นเหมือนเสียง LINE กลุ่มที่ดังเข้ามาหลังจากนั้นนักธุรกิจได้พูด ด้วยน้ำเสียงกระแทกข่ม "ขอความกรุณาเบาเสียงโทรศัพท์หน่อยได้ไหม"

 

ซึ่งหลังจากนั้นสองสามีภรรยาที่กำลังนวดอยู่เตียงสามและสี่ถามว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนที่พนักงานจะแจ้งว่าเตียงข้างข้างขอความร่วมมือในการปิดเสียงโทรศัพท์แต่ระหว่างนั้นก็ยังมีเสียงเข้ามาอีกทางคู่กรณีจึงได้เกิดบันดาลโทสะและเข้าไปต่อว่าไม่ยั้ง

 

ซึ่งทั้งสองฝ่ายเป็นลูกค้าของร้านทั้งคู่ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่อยากให้เป็นธรรมทุกฝ่าย