ข่าว

ผลสอบคนร้ายใช้รถหลวงลอบxิง "สส.กมลศักดิ์" ยันเป็นเรื่องส่วนตัว

ผลสอบคนร้ายใช้รถหลวงลอบxิง "สส.กมลศักดิ์" ยันเป็นเรื่องส่วนตัว

13 เม.ย. 2569

กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า สั่งฟันวินัยร้ายแรงเจ้าหน้าที่เอี่ยวเหตุลอบยิง "สส.กลมศักดิ์" โทษสูงสุดไล่ออกจากราชการ ด้านแม่ทัพภาค 4 ยันเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวหน่วยงาน ล่าสุดจับมือยิงได้เพิ่ม

กรณีคนร้ายลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เมื่อ 20 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ต่อมาพบว่า รถที่ใช้ก่อเหตุคือ รถในสังกัด กอ.รมน.นราธิวาส ส่วนหน้า


13 เม.ย. 2569 พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผบก.ภ.จว.นราธิวาส ผู้แทนกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ พ.อ.มานะ ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า แถลงข่าวผลการตรวจสอบรถคันที่ใช้ก่อเหตุ คือ รถยนต์ของทางราชการไปใช้ในการก่อเหตุ สังกัด กอ.รมน.นราธิวาส ส่วนหน้า ซึ่งกำหนดให้ใช้ในภารกิจธุรการภายในหน่วย และอยู่ภายใต้การควบคุมตาม ระเบียบ กอ.รมน. ว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2553 อย่างเคร่งครัด โดยระเบียบดังกล่าวกำหนดให้การใช้รถราชการต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเท่านั้น ต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจตามลำดับชั้น และต้องมีการบันทึกการใช้รถอย่างเป็นระบบเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้

แต่จากการสอบสวนพบว่า นาวาเอก มนตรี โตประเสริฐ ผู้รับผิดชอบดูแลยานพาหนะของหน่วย ได้อนุญาตให้เรือเอกวิโรจน์ เกตุมณี ยืมรถยนต์ราชการไปใช้ในลักษณะส่วนตัว โดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำเอกสารขออนุญาต การระบุภารกิจ เวลา และสถานที่ใช้งาน ตลอดจนไม่ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามสายการบังคับบัญชา อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งของทางราชการอย่างร้ายแรง โดยมีการยืมรถรวม 3 ครั้ง ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว


คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง จึงมีมติว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดในหลายมิติ โดยในส่วนของความผิดทางแพ่ง เป็นการกระทำโดยจงใจฝ่าฝืนระเบียบของทางราชการ อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ ผู้กระทำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 
 

ส่วนความผิดทางวินัย การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดวินัยร้ายแรง ฐานละเลยต่อหน้าที่ราชการ และกระทำการโดยมิชอบจนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทางราชการ ซึ่งขณะนี้หน่วยได้ดำเนินการส่งตัวกลับต้นสังกัด และเสนอให้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2457 โดยมีโทษสูงสุดถึงขั้นปลดอฝใอกหรือไล่ออกจากราชการ

 


สำหรับความผิดทางอาญา แบ่งออกเป็น 2  ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบยิง ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน 2.ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่ง กอ.รมน.นราธิวาส จะดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษตามกฎหมาย โดยเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ในกรณีเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ และมาตรา 157 ในกรณีปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต

 

ทั้งนี้ การดำเนินการในทุกมิติเป็นไปตามหลักความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ และหลักนิติธรรมที่ กอ.รมน. ยึดถืออย่างเคร่งครัด โดย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนอย่างเต็มที่ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้

 

ด้าน พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำในลักษณะส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ที่ฝ่าฝืนระเบียบและกฎหมายอย่างชัดเจน มิได้เป็นนโยบาย คำสั่ง หรือการดำเนินการใดๆ ของหน่วยงาน และไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ กอ.รมน. แต่อย่างใด พร้อมทั้งได้กำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลทรัพย์สินของทางราชการ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นอีก

 

กอ.รมน. ขอยืนยันว่า จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่ละเว้นต่อผู้กระทำความผิดทุกกรณี เพื่อรักษาวินัย มาตรฐานของหน่วยงาน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

 

พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผบก.จว.นราธิวาส เผยว่า ล่าสุดได้จับกุมทีมคนร้ายได้แล้ว 4 คน อยู่ระหว่างการติดตามตัวที่เหลืออยู่อีก 1 คน