
ปปป. ส่งสำนวนให้อัยการสมควรฟ้อง "บิ๊กโจ๊ก" กับพวก คดีสินบนทอง 246 บาท
ปปป. ส่งสำนวนพร้อมตัว “บิ๊กโจ๊ก” ให้อัยการปราบปรามทุจริตมีความเห็นสั่งฟ้อง คดีสินบนทอง 246 บาท ลุ้น 12 พ.ค. 2569 ฟ้องไม่ฟ้อง
8 เม.ย. 2569 ที่สำนักงานปราบปรามการทุจริต สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปปป. นำสำนวนการสอบสวน พร้อมตัว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. ในคดีสินบนทองคำ 246 บาทกับพวก ส่งมอบให้กับสำนักงานอัยการสูงสุด
โดยในวันนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับพวกเดินทางมาพบอัยการตามนัด และภายหลังเข้าพบ ปปป. แล้ว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้เดินทางกลับทันทีไม่ให้สัมภาษณ์
ขณะที่รายงานข่าวจากสำนักงานอัยการสูงถึงกรณี ปปป. ส่งสำนวนพร้อมตัว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก อดีต รองผบ.ตร. กับพวก ให้อัยการปราบปรามทุจริต คดีสินบนทองคำ 246 บาท
โดยเป็นคดีที่ พล.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย กับ พวกรวม2 ราย เป็นผู้กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวน ในความผิดฐาน ร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด (ทองคำแท่ง) แก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำหรือประวิงการกระทำใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ และ ร่วมกันเป็นผู้ให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดพนักงานของรัฐ เพื่อจูงใจให้กระทำการ หรือประวิ่งการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา167 พ.ร.บ.ปปช.มาตรา 176
สำหรับคดีนี้มีผู้ต้องหา 6 รายประกอบด้วย
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล (อดีต รอง ผบ.ตร.), นายสมบัติ ธรธรรม (อนุกรรมการ ป.ป.ช.), นายสามารถ หรือเอ็ดเวิร์ด กอนแก้ว(คนรับเงินจากบิ๊กตำรวจเเละมือส่งทองให้ พ.ต.อ.ภาคภูมิ), นายสรพงศ์ วงษ์สุวรรณ (คนซื้อทองจากร้านทอง), นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ (กรรมการ ปปช.) นายสุรสิทธิ์ แพเกิด
พนักงานสอบสวนมีความเห็น สมควรสั่งฟ้อง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ต้องหาที่ 1 ,นายสมบัติธร ธรรม ผู้ต้องหาที่2 ,นายสรพงศ์ วงษ์สุวรรณ ผู้ต้องหาที่ 4 , นายสุรสิทธิ์ แพเกิด ผู้ต้องหาที่ 6
ส่วนที่มีความเห็นสมควรไม่ฟ้อง คือ นายสามารถ หรือ เอ็ดเวิร์ด กอนแก้ว ผู้ต้องหาที่ 3 (คาดว่าจะถูกกันไว้เป็นพยาน)
ส่วนผู้ต้องหาที่ 5 เเยกไปดำเนินคดีตามกฎหมายเฉพาะโดยประธานศาลฎีกามีการตั้งผู้ไต่สวนอิสระครบเเล้วเเละมีรายงานว่ามีการประชุมคดีไปเเล้ว 1 ครั้ง
โดยขณะนี้สำนวนได้ถึงมืออธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปราบการทุจริตฯ เเล้วเนื่องจากเป็นคดีสำคัญประชาชนอยู่ระหว่างตั้งคณะทำงาน ก่อนนัดฟังคำสั่งครั้งเเรกวันที่ 12 พ.ค. ช่วงเช้า โดยคณะทำงานดังกล่าวจะพิจารณาข้อกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของผู้ต้องหาที่เห็นว่า คดีในส่วนผู้ต้องหาควรไม่ถูกเเยกจากสำนวนที่มีการตั้งผู้ไต่สวนอิสระพิจารณาอยู่ เเละประเด็นข้อเท็จจริงข้อกฎหมายต่างๆก่อนจะมีคำสั่งออกมา
ภายหลังจากที่หารือกับพนักงานอัยการเสร็จสิ้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เดินทางกลับทันที ไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยให้นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความส่วนตัวเป็นผู้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแทน
ต่อมานายสัญญา กล่าวว่า ในวันนี้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เดินทางเข้ามาพบอธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งสำนวนคดีดังกล่าวมาให้ และได้ยื่นเรื่องการโต้แย้งอำนาจการสอบสวนและพิจารณาสั่งไม่รับสำนวนการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้มีคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ถูกกล่าวหา อยู่ในความรับผิดชอบของคณะผู้ไต่สวนอิสระที่แต่งตั้งโดยประธานศาลฎีกา โดยข้อกฎหมายมาตรา 45 ตามที่คณะกรรมการป.ป.ช.ได้มีความเห็นมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการดำเนินการเกี่ยวกับผู้ที่เกี่ยวข้องจะเป็นข้อกฎหมายมาตรา 45 วรรค 2 ทั้งหมดจะต้องเป็นสำนวนที่ไปด้วยกัน แต่ตามที่มีการส่งเรื่องมาคณะกรรมการป.ป.ช.มีความเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีการกระทำความผิดโดยการกล่าวหาว่าร่วมกันกระทำความผิด จะมีการแยกสำนวนกันไม่ได้ ส่วนขั้นตอนในวันนี้เป็๋นขั้นตอนตามปกติที่พนักงานสอบสวนส่งเรื่องมาให้อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามทุจริต หลังจากนี้จะมีความเห็นอย่างไรก็จะมีการนัดฟังคำสั่งในวันที่ 12 พฤษภาคม เวลา 10.00 น.
นายสัญญาภัชระ กล่าวอีกว่า ในวันนี้ยังไม่มีการยื่นประกันตัว มีแค่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้กับอธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามทุจริต ทางตัวของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็ได้มีการยื่นหนังสือขอโต้แย้งอำนาจการสอบสวน ส่วนผลหลังจากยื่นคงทราบภายในเร็ว ๆ พร้อมกับเข้ามายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมในระหว่างก่อนถึงวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจสอบสวนที่เรามองว่าเรื่องนี้ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ถ้ามีการกระทำความผิดที่คณะกรรมการป.ป.ช.ร่วมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ก็ต้องเป็นเรื่องที่ดำเนินการไปพร้อมกัน แต่ตอนนี้มีการดำเนินการโดยคณะผู้ไต่สวนอิสระ เส้นทางจะไปจบที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่องในวันนี้ก็จะต้องไปในเส้นทางเดียวกันด้วย จึงโต้แย้งว่าการที่ดำเนินการสอบสวนของพนักงานสอบสวนต่าง ๆ เป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบ จึงเป็นหน้าที่ของอธิบดีอัยการวินิจฉัยว่าจะสั่งฟ้องได้หรือไม่จากกระบวนการสอบสวนที่ไม่ชอบตั้งแต่แรก
เมื่อถามว่าสภาพจิตใจของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่าตัวพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีสภาพจิตใจเป็นอย่างไร เพราะเท่าที่ได้เจอกันก็ยังพูดคุยปกติ แต่ที่ไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพราะเจ้าตัวเคยพูดเอาไว้แล้วว่าไม่อยากนำเรื่องกระบวนการผ่านสื่อ และขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของทนายความ อยากให้เป็นเรื่องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายไปดีกว่า เและเจ้าตัวไม่ได้กลัวการพิจารณาแต่กลัวการพิจารณาที่ไม่ชอบ ส่วนที่เดินทางเข้ามายื่นก่อนหน้านี้เพราะตั้งข้อสังเกตุว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบ และตนยืนยันว่าที่ก่อนหน้านี้ได้ยื่นฟ้องไปไม่ได้เป็นการยื่นเพื่อถ่วงเวลา ขอให้ผู้มีอำนาจหรือได้พิจารณาได้ดูเพราะมีตั้งแต่ความเห็นของกฤษฎีกา และความเห็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ตอนนี้ตนเกรงว่ากระบวนการพิจารณาจะเกิดการลักลั่นจึงเข้ามานำเรียนเพื่อไม่ให้การดำเนินการขัดกับรัฐธรรมนูญไม่งั้นก็จะเป็นปัญหาในอนาคต เป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ด้วย หลังจากนี้จะมีการพิจราณาไปทิศทางไหนสุดท้ายผลอยู่ที่คำพิพากษา อาจจะเป็นที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือถ้าคณะผู้ไต่สวนอิสระมองว่าไม่มีมูลก็จบเรื่อง แต่ถ้าไม่จบก็จะเสนออัยการสูงสุดเพื่อนำเสนอกลับมายังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป



