
"ไอติม" ท้าชน กกต. ดอดพบตำรวจ แสดงบริสุทธิ์ใจ หลังถูกแจ้งความข้อหาหนัก
"ไอติม พริษฐ์" เข้าพบกองปราบ หลัง กกต. แจ้งความเอาผิด ตั้งคำถามทำไมผู้บริหาร กกต. ในพื้นที่ไม่ตักเตือนแต่แรก พร้อมขู่ฟ้องกลับ หากพบแจ้งความเท็จ
27 ก.พ. 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ "ไอติม" โฆษกพรรคประชาชน เดินทางเข้าพบตำรวจกองปราบปราม เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน หลังมีรายงานข่าวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความดำเนินคดีกับเขาและบุคคลอื่นรวม 6 ราย จากเหตุการณ์สังเกตการณ์การเลือกตั้งใหม่ที่เขตคันนายาวเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยถูกกล่าวหาในข้อหาที่ค่อนข้างรุนแรงหลายกระทง ทั้งความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. มาตรา 66, ความผิดฐานยุยงปลุกปั่น (ม.116), ความผิดฐานอั้งยี่ (ม.209), ความผิดเกี่ยวกับความลับ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
นายพริษฐ์ ยืนยันว่า การกระทำของตนเป็นการทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบความโปร่งใสตามที่กฎหมายกำหนด และเป็นการเข้าไปสังเกตการณ์ในช่วงนับคะแนนตามคำเชิญชวนของเลขาธิการ กกต. เองด้วยซ้ำ
นายพริษฐ์ เรียกร้องให้ กกต. ออกมาเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมาว่าแจ้งความใครด้วยข้อเท็จจริงใด แทนที่จะใช้วิธีการปล่อยข่าวให้เกิดความสับสน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ในวันเกิดเหตุก็มีผู้บริหารระดับสูงของ กกต. อยู่ในพื้นที่ แต่กลับไม่มีการตักเตือนว่า ตนทำผิดกฎหมาย มีเพียงเจ้าหน้าที่ที่ไม่พร้อมตอบคำถามของประชาชนเท่านั้น
ทั้งนี้หากพบว่าเป็นการแจ้งความโดยใช้ข้อมูลเท็จเพื่อกลั่นแกล้ง ทางพรรคประชาชนพร้อมจะฟ้องกลับทันทีเพื่อปกป้องสิทธิ โดยเขามองว่าสิ่งที่หน่วยงานรัฐควรทำเมื่อถูกตั้งคำถามคือการชี้แจงข้อเท็จจริง ไม่ใช่การใช้กระบวนการทางกฎหมายมาฟ้องปิดปากประชาชน ซึ่งสร้างภาระทั้งด้านเวลาและค่าใช้จ่ายให้กับผู้ที่ออกมาใช้เสรีภาพในการตรวจสอบ
ขณะที่ พ.ต.อ.ชัยวุฒิ เกียรติก้องกำจาย รองผบก.ป. เปิดเผยว่า หลังรับแจ้งความขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างหารือเพื่อตั้งคณะพนักงานสอบสวนทำคดีนี้โดยเฉพาะเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีเฉพาะด้าน อีกทั้งยังเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชน เบื้องต้นคาดว่าจะมีคณะกรรมการประมาณกว่า 10 คน ส่วนการดำเนินคดีทางอาญาแม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะประสงค์ดำเนินคดีกับบุคคลทั้ง 6 คนในข้อหาความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ความผิดตามข้อกฎหมายดังกล่าวบัญญัติถึงลักษณะความผิดและบทลงโทษไว้ค่อนข้างรุนแรงโดยตามมาตรา 66 พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. 2560
แต่เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามที่จะดูองค์ประกอบพยานหลักฐานที่มีอยู่ว่า เข้าข่ายความผิดทั้งหมดที่กกต.ตั้งมาหรือไม่ โดยคณะพนักงานสอบสวนจะนัดหารือเพื่อสรุปแนวทางการทำงานในสัปดาห์ ช่วงวันที่ 4-5 มีนาคม 2569 รวมถึงได้เรียกตัวแทนจาก กกต. มาสอบคำให้การ ในช่วงสัปดาห์หน้าเช่นกัน เพื่อจะพิจารณาว่า จะต้องเรียกบุคคลที่ถูกกล่าวหามาสอบปากคำเมื่อใดรวมถึงจะต้องสืบหาพยานหลักฐานในส่วนใดเพิ่มเติม



