ข่าว

แก๊งใจบาปบุก รร. หลอกสแกนหน้านร.เปิดซิมผี ทำหนูๆ กลายเป็นอาชญากรไม่รู้ตัวนับร้อย

แก๊งใจบาปบุก รร. หลอกสแกนหน้านร.เปิดซิมผี ทำหนูๆ กลายเป็นอาชญากรไม่รู้ตัวนับร้อย

24 ก.พ. 2569

แก๊งมิจฉาชีพในคราบ "พี่ใจดี" ทำทีอ้างแจกซิมเน็ตฟรีเพื่อการศึกษา หลอกสแกนหน้าเด็กนับร้อยเปิด "ซิมผี" ส่งขายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งเมียนมา ทำเอาเด็กบริสุทธิ์กลายเป็นอาชญากร

24 ก.พ. 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) นำกำลังกว่า 40 นาย เข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาที่มีพฤติกรรมเกี่ยวกับขบวนการซื้อขายซิมการ์ดโทรศัพท์ข้ามชาติ เพื่อนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงออนไลน์ และแก๊งสแกมเมอร์ต้มตุ๋นหลอกลวงประชาชนและเด็กนักเรียนในพื้นที่ภาคเหนือ รวมทั้งสิ้น 8 จุด ใน จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย

 

จากการตรวจค้น ชุดสืบสวน กก.4 บก.ป. สามารถจับกุม น.ส.จิราภรณ์ อายุ 36 ปี ได้ที่บ้านใน จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วยของกลางซิมการ์ดโทรศัพท์หลายร้อยหมายเลขบรรจุในกล่องพัสดุ , น.ส.เบญจมาศ อายุ 29 ปี ได้ที่บ้านใน จ.เชียงใหม่ และนายปรัชญา อายุ 36 ปี ได้ที่ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นพนักงานขายบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์แห่งหนึ่ง 

 

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนชุดอื่น ยังได้เข้าตรวจค้นบ้านพักที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด อีก 5 จุด ใน อ.แม่สาย และ อ.เทิง เชียงราย เพื่อหาหลักฐานในการกระทำความผิดอีกด้วย

 

แก๊งใจบาปบุก รร. หลอกสแกนหน้านร.เปิดซิมผี ทำหนูๆ กลายเป็นอาชญากรไม่รู้ตัวนับร้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเข้าตรวจและจับกุมเป้าหมายในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2568 ศูนย์ต่อด้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) หรือ ACSC ได้ตรวจพบการรับแจ้งการหลอกลวงฉ้อโกงออนไลน์ ช่วงต้นเตือนธันวาคม 2568 ผ่านระบบการรับแจ้งความออนไลน์ จำนวน 8 เคสไอดี พบว่าหมายเลขโทรศัพท์คนร้าย จำนวน 7 หมายเลข ที่มีความผิดปกติเป็นพิเศษที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะมีพฤติกรรมลงทะเบียนซิมการ์ดที่แตกต่างจากการกระทำความผิดในคดีอื่นๆ

 

 

โดยตรวจสอบพบความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน คือหมายเลขโทรศัพท์ของคนร้าย ถูกลงทะเบียนผู้ใช้งาน ด้วยเด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ ต.ทำตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ลักษณะหลอกลวงปลอมเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA THAILAND) หลอกให้โอนเงินคำเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า พล.ต.ท.จิรภพ และ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ จึงสั่งการให้ตำรวจและชุดสืบสวน กก.4 บก.ป. ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ลงพื้นที่สืบสวนหาข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จากการลงพื้นที่สืบสวนพบว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 ในเวลา 09.00-12.00 น. ที่ โรงเรียนบ้านสุขฤทัย ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา และวันที่ 24 พ.ย. 2568 ในเวลา 09.00-12.00 น. ต่อเนื่องกันที่ โรงเรียนบ้านห้วยศาลา ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา ทั้งสองโรงเรียนอยู่ใน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ได้มีกลุ่มคนประมาณ 4 คน อ้างว่ามาจากบริษัทเครือข่ายให้บริการโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตรายใหญ่แห่งหนึ่ง สาขาจ.เชียงราย มาติดต่อกับทางโรงเรียนว่าจะแจกชิมการ์ดอินเทอร์เน็ตให้กับนักเรียนภายในโรงเรียนเพื่อสนับสนุนการศึกษา จึงได้มีนักเรียนสนใจและสมัครใช้งาน กลุ่มคนดังกล่าวจึงได้นำบัตรประชาชนของนักเรียนไปสแกนพร้อมเบอร์ และสแกนใบหน้าของนักเรียน คนละหลายครั้งเพื่อเปิดการใช้งาน 

 

 

จึงเชื่อว่าบุคคลที่อ้างว่าเป็นพนักงานของบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์ 4 คน น่าจะนำข้อมูลซิมการ์ดโทรศัพท์ไปขายให้กับแก๊งเครือข่ายสแกมเมอร์ไปกระทำความผิดข้างต้น โดยมีการสแกนใบหน้าเด็กนักเรียนอายุระหว่าง 8-10 กว่าปี เพิ่มเติมรายละหลายซิมต่อคน และให้ซิมการ์ดกับเด็กกลับบ้านไปใช้งานเพียงคนละ 1 ซิมเท่านั้น ชุดสืบสวนจึงแจ้งให้ ผู้อำนวยการทั้งสองโรงเรียนทราบ และให้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.แม่อาย เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2568 ว่าเด็กนักเรียนทั้งสองโรงเรียนถูกมิจฉาชีพมาหลอก ทำให้เด็กนักเรียนที่ยังเป็นเด็กและเยาวชนได้รับความเสียหาย 

 

 

จากนั้นชุดสืบสวน กก.4 บก.ป. จึงรวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 3 คน และสามารถจับกุมตัวเอาไว้ได้ในที่สุด

 

แก๊งใจบาปบุก รร. หลอกสแกนหน้านร.เปิดซิมผี ทำหนูๆ กลายเป็นอาชญากรไม่รู้ตัวนับร้อย

นายนิรันดร์ อวรรณา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยศาลา กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุมีกลุ่มคนอ้างว่ามาจาก บริษัทเครือข่ายโทรศัพท์แห่งหนึ่ง นำเอกสารมาประสานว่าจะมีการทำกิจกรรม มาให้ความรู้เกี่ยวกับสแกมเมอร์และแจกซิมการ์ดสำหรับใช้อินเทอร์เน็ตให้กับเด็กนักเรียนเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา 

 

 

ทางโรงเรียนเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่เด็กนักเรียนและครอบครัวจึงอนุญาตให้มาทำกิจกรรมได้ จนกระทั่งวันเกิดเหตุ มีชาย 2 คน หญิง 2 คน ใส่เสื้อสีส้มของบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์มาที่โรงเรียน ตามที่นัดหมายไว้ ทางโรงเรียนได้นำเด็กนักเรียนที่มีบัตรประจำตัวประชาชนราว 40 คนเข้าร่วมกิจกรรมอบรม โดยทั้ง 4 คนได้ เป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับแก๊งสแกมเมอร์ 

 

จากนั้นบุคคลทั้ง 4 ได้ เริ่มแจกซิมการ์ดอินเทอร์เน็ต ให้กับเด็กนักเรียน โดยมีการสแกนบัตรประจำตัวประชาชนและสแกนใบหน้าของเด็กนักเรียน เพื่อเปิดใช้ซิมการ์ดโทรศัพท์ ซึ่งการสแกนหน้าก็เหมือนเป็นพิรุธเนื่องจากเด็กคนหนึ่งต้องสแกนหน้าหลายครั้งโดยทางกลุ่มคนดังกล่าวอ้างว่า สแกนไม่ติดจึงต้องทำหลายครั้ง โดยไม่คิดว่าจะสแกนหน้าเปิดซิมหลายใบต่อเด็กหนึ่งคน หลังจากนั้นกลุ่มคนดังกล่าวก็แจกซิมได้เด็ก คนละหนึ่งซิมเอากลับไปใช้ที่บ้าน ซึ่งบางคนก็ไม่สามารถใช้งานได้ จนกระทั่งมารู้ภายหลังว่ามีซิมการ์ดของเด็กบางคน ที่ลงทะเบียนโดยเด็กนักเรียนถูกนำไปใช้กระทำความผิดจากตำรวจกองปราบฯ ที่มาประสานงานที่โรงเรียน

 

“เป็นการกระทำความผิดที่แย่มาก เพราะคนร้ายใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการไปแสวงหาผลประโยชน์หลอกลวงชาวบ้านโดยผิดกฎหมาย เด็กบริสุทธิ์กลายเป็นแก๊งสแกมเมอร์โดยที่ไม่รู้ตัว ทำให้ผู้ปกครองและครูเป็นกังวลอย่างมาก เพราะกลัวเด็กจะต้องถูกดำเนินคดีด้วย” นายนิรันดร์ กล่าวแ

 

 

อยากเตือนโรงเรียนต่างๆว่าอย่าพลาดท่าให้กลับแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ ตอนนี้ได้แจ้งเขตการศึกษาไปแล้วเพราะเชื่อว่าหลายโรงเรียนอาจเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อ เมื่อมีโครงการต่างๆเข้ามาควรตรวจสอบให้ดีก่อนอนุญาตให้คนพวกนี้เข้าไปรับกิจกรรมในโรงเรียนได้

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากแนวทางสืบสวนของตำรวจในขณะนี้ พบว่ามีเด็กนักเรียนตกเป็นเหยื่อทั้งสองโรงเรียนรวมกันมากกว่า 200 คนและอาจจะมีโรงเรียนอื่นๆในพื้นที่ภาคเหนือตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งชุดสืบสวนเชื่อว่าซิมการ์ดที่เปิดใช้บริการโดยเด็กนักเรียนเหล่านี้ ถูกขายให้กับแก๊งสแกมเมอร์ที่ฝั่งจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ซึ่งชายแดนติดกับ อ.แม่สาย จ.เชียงราย  

 

 

ขณะนี้ทางตำรวจกำลังประสานกับบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์ดังกล่าว เพื่อระงับใช้หมายเลขที่เปิดใช้บริการจากเด็กนักเรียนโดยเร่งด่วนแล้ว

 

เบื้องต้นแจ้งข้อหาร่วมกันเป็นธุระจัดหาเพื่อให้มีการซื้อหรือขายหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งลงทะเบียนผู้ใช้ในนามของบุคคลอื่น มีโทษจำคุก 2-5 ปี ปรับ 2-5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, ร่วมกันใช้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลอื่น ไม่ว่าทางตรงทางอ้อม เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่นใด มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ ร่วมกันเก็บรวบรวมครอบครองหรือเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อนำไปใช้ให้บุคคลอื่นในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยการขายหรือแสวงหาประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

สำหรับผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ อ้างว่าไม่ได้มีพฤติกรรมในการกระทำความผิดดังกล่าว เบื้องต้น ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่ง สภ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เพื่อสอบสวนฝากขังและดำเนินการขยายผลจากกลุ่มผู้ต้องหาที่อาจจะเกี่ยวข้องต่อไป