
เปิดรายการหนี้ "ตาน้องกร" ใช้เงินเยียวยาลูกสาว 1.7 ล้าน อ้างใช้หนี้-จัดงานศพ 7 แสน
อัยการรุดไกล่เกลี่ย ศึกชิงเงินเยียวยาเหยื่อเครนถล่ม 1.7 ล้านโอนให้ตา ทั้งที่เหนื่อมีลูก 10 ขวบอยู่กับปู่ ล่าสุดตาคืนแค่ 2 แสน อ้างใช้หนี้-จัดงานศพ 7 แสน
กรณีเครนก่อสร้างทางรถไฟรางคู่ล่มทับรถไฟขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์–อุบลราชธานี บริเวณช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น–สถานีสีคิ้ว บ้านถนนคต ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารในรถไฟเสียชีวิตถึง 30 รายและบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก
หนึ่งในผู้เสียชีวิตในนั้นกลายเป็นประเด็นขึ้นมา หลังจากเงินเยียวยาการเสียชีวิตของ น.ส.สุพิณนา หรือ พิน สัตบุตร อายุ 28 ปี ชาวบุรีรัมย์ ประมาณ 1,700,000 บาท ทางการได้โอนเงินทั้งหมดเข้าบัญชีของนายสำเริง สัตบุตร อายุ 64 ปี พ่อของ น.ส.พิน ที่เสียชีวิต ทั้งที่ น.ส.พิน มี ด.ช.ธนกร หรือ น้องกร (สงวนนามสกุล) ลูกชายอายุ 10 ขวบ นักเรียนชั้นป.1 อีก 1 คน ซึ่งครอบครัวของปู่น้องกร (ฝั่งพ่อน้องกร) เป็นผู้เลี้ยงมาตั้งแต่ยังเล็ก เนื่องจากพ่อน้องกรเสียชีวิตไปตั้งแต่น้องอายุได้เพียง 1 ขวบเท่านั้น
จนกระทั่งนายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ถึงขั้นโทรศัพท์ทวงถามเงินจากตาของน้องกร สุดท้ายได้รับเงินโอนจากตาน้องกร มาเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาทเท่านั้น อ้างว่าเงินเอาไปใช้หนี้ลูกสาวและจัดงานศพไปหมดแล้ว เรื่องดังกล่าวถูกสังคมออนไลน์วิจารณ์กันอย่างหนักถามถึงตาของน้องกรและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ตรวจสอบให้ถี่ถ้วนว่ามีทายาทคนอื่นก่อนจะโอนเงินอีกหรือไม่
สอบถามนายไพรวัลย์ เทียมเลิศ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 บ้านตาสะดำใหญ่ เล่าว่า ก่อนหน้านี้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ สั่งให้ตนไปตรวจสอบเงินของตาเด็ก ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน ถึงเงินที่ได้มา ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ
จากนั้นนายสำเริง ได้เขียนบัญชีมาส่งให้ตน ระบุเงินที่ได้มา 1,339,000 บาท แต่เอาไปไถ่ที่นา 300,000 บาท ,ใช้หนี้สหกรณ์ 60,752 บาท ,ใช้หนี้ฝ่ายพ่อ 80,000 บาท,ใช้หนี้รถยนต์พ่อ 403,000 บาท , สุพัฒนา 200,000 บาท ,พี่ชาย 166,500 และค่าจัดงานศพอีก 700,000 บาท รวมหนี้ทั้งหมด 1,910,252 ยังต้องค้างจ่ายอีก 683,000 บาท
ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่า เงินที่แจงมาเป็นกระดาษ ตนอ่านเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ ว่าหนี้ทั้งหมดไปเกี่ยวข้องอย่างไรกับน้องกร คือหลานได้อย่างไร โดยเฉพาะค่าจัดงานศพสูงถึง 700,000 บาท ตนมองว่าสูงเกินไป เท่าที่มองด้วยตาเปล่าไม่เกิน 450,000 บาท อีกทั้งยังมีคนมาช่วยงานเป็นจำนวนมาก ไม่นับรวมที่หน่วยงานราชการมาช่วยงานเป็นเงินสดอีกหลายหน่วยงาน รวมถึงฌาปนกิจศพหมู่บ้านได้เงินร่วม 90,000 บาท
ขณะที่นาย บุญเรือง ขิงประโคน อายุ 51 ปี ลุงน้องกร ที่เลี้ยงน้องกรมาตั้งแต่เด็ก เล่าว่า เรื่องเงินตนไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าถามว่าอยากได้หรือไม่ ตนก็อยากได้ไว้เป็นทุนการศึกษาให้น้อง เพราะเงินถ้าเข้าบัญชีเด็กแล้วจะเบิกได้ก็ต่อเมื่อเด็กอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์เป็นต้นไป ส่วนเงินจะได้หรือไม่ตนไม่ได้สนใจมากนักเพราะยังไงตนก็เลี้ยงเขาต่อไปอยู่แล้ว
ด้านนางปิยนาฏ เสงี่ยมศักดิ์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า วันนี้ได้พาทั้งตาเด็ก คนดูแลเด็กมาพบอัยการคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีบุรีรัมย์ เพื่อเป็นการไกล่เกลี่ยหาทางออกร่วมกัน โดยมีเป้าหมายที่จะไม่ให้เกิดความขัดแย้งกัน อยากให้เด็กมีทั้งปู่และตาเหมือนปกติ ซึ่งจากการเจรจากันเบื้องต้นทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันได้ ส่วนจะตกลงกันอย่างไรจะต้องรอผลในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตามเมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามตาของน้องกร ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นตาน้องกร ยังไม่ขอให้ข้อมูล



