
"อ.จตุรงค์" แถลงปิดฉากตัวกลาง "ทนายแก้ว"พูดไม่ตรงปก ปมป้อนข้าว-จูบสาว
"อ.จาตุรงค์" เปิดใจแถลงปิดฉากบทบาทคนกลางคดีทนายแก้ว ยอมรับสุดเข็ดเหมือนถูกหลอกใช้เป็นหมากเดินเกม เผยข้อมูลหนังคนละม้วน โดยเฉพาะปมป้อนข้าว-จูบสาว
23 ม.ค. 2569 อาจารย์จตุรงค์ จงอาษาอดีตที่ปรึกษา กรรมาธิการ ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวชี้แจงกรณี นายมนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ ทนายแก้ว พาดพิงเป็นหนึ่งในคนกลางเจรจาปมร้อนกับครอบครัวสาววัย 19 ปี
อาจารย์จตุรงค์ ยืนยันว่า ตนเองไม่ได้เป็นฝ่ายโทรหาพ่อของผู้เสียหายและพ่อผู้เสียหายไม่ได้โทรมาหาตนเอง คนที่โทรมาหาตนเองมีแค่ทนายแก้ว คนแรก ตนเองก็ไม่เคยรู้จักกับพ่อเด็กผู้เสียหายมาก่อนและไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่เรื่องนี้ถูกพูดคุยกันในวงเหล้า และพ่อของผู้เสียหายก็เป็นเพื่อนของเพื่อนที่มากินเหล้าในวันนั้น
เรื่องที่รับรู้จึงเป็นลักษณะการพูดคุยในวงกว้างและถูกส่งต่อกันมา ก่อนที่ตนเองจะโพสต์ข้อความในลักษณะ “หยั่งเชิง” หลังจากโพสต์ดังกล่าว ทนายแก้วได้โทรศัพท์มาขอร้องด้วยถ้อยคำสุภาพ จึงตัดสินใจลบโพสต์ออก ขณะนั้นยังไม่มีเพจข่าวใดๆนำไปขยายผล แต่ภายหลังกลับถูกโจมตีอย่างหนัก ทั้งตนเองและ หนุ่ม กรรชัย ทั้งที่ไม่ได้ปกป้องทนายแก้ว เพียงยืนยันให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม
อาจารย์จาตุรงค์ ย้ำว่า หนุ่ม กรรชัย ได้กำชับให้ตนทำหน้าที่เป็นคนกลางอย่างตรงไปตรงมา หากทนายแก้วทำผิดก็ต้องรับผิดชอบเอง ในประเด็นการติดต่อกับครอบครัวผู้เสียหาย ย้ำอีกครั้ง ไม่เคยโทรศัพท์หาพ่อของเด็ก มีเพียงการติดต่อผ่านข้อความแชทเท่านั้น และยอมรับว่าข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่ายมีความคลาดเคลื่อนกันหลายประเด็น โดยเฉพาะคำให้การของทนายแก้วที่ไม่สอดคล้องกัน ระหว่างการพูดคุยในชั้นไกล่เกลี่ยกับการแถลงข่าวภายหลัง ทั้งเรื่องการ "ป้อนข้าว" และการ "กอดหอมจูบ" รวมถึงสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งตนในฐานะคนกลางเห็นว่า เนื้อหาที่ให้สัมภาษณ์ไม่ตรงกับสิ่งที่เคยยืนยันก่อนหน้า
อาจารย์จาตุรงค์ ระบุว่า ในช่วงที่ทำหน้าที่คนกลาง ตนเป็นผู้ประสานให้ทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกัน ยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายมีอารมณ์และความรู้สึกค่อนข้างรุนแรง ทนายแก้วอยู่ในสภาพเครียดอย่างหนัก โทรศัพท์มาหาทุกวัน ขณะที่พ่อของเด็กผู้เสียหายมีอารมณ์พลุ่งพลั่น ส่วนตัวลูกสาว มีภาวะซึมเศร้าทุกครั้งที่เห็นทนายแก้วปรากฏตัวในสื่อ ทำให้ตนต้องอธิบายว่า เป็นภาพเทปเก่า
ส่วนการเจรจาเรื่องเงิน ตัวเลขมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ตั้งแต่ 2 ล้านบาท ไปจนถึง 2.5 ล้านบาท แต่ก็เคยจะจบที่ 3 ล้านบาท ส่วนตัวมองว่า ฝ่ายครอบครัวเด็กไม่ได้ต้องการเงินเป็นหลัก แต่ต้องการให้ทนายแก้วได้รับผลกระทบและได้รับความเดือดร้อน รวมถึงรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมมองว่า "เงินเป็นเพียงข้อแม้" และเป็นความรู้สึกแค้นที่ต้องการความยุติธรรมและความสะใจมากกว่า เนื่องจากว่าพ่อของเด็กเคยรักมากและเป็นแฟนคลับตัวยงทนายแก้วเป็นอย่างมาก เมื่อถึงเวลาแตกหักจึงเกลียดมาก รู้สึกโกรธแค้น จึงต้องการที่จะทำลาย
“ผมยังยืนยันว่า สิ่งที่อยู่ในข้อตกลงระหว่างการเจรจา คือ พี่แก้วต้องชัตดาวน์ตัวเอง และชัตอัพ เพื่อให้ของไม่ขึ้น และการเจรจาง่ายขึ้น”
อาจารย์จาตุรงค์ กล่าวต่อว่า ตนไม่ทราบมาก่อน ทนายส่วนตัวพ่อของเด็กหญิงได้เข้าแจ้งความแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการรับปากว่าจะบอกล่วงหน้า เพื่อให้ทนายแก้วได้เตรียมความพร้อม แต่ก็ยอมรับว่าทนายแก้วให้ตนติดต่อฝ่ายพ่อของเด็กหญิงบ่อย จนทำให้ภาพลักษณ์ของตนเริ่มถูกมองว่าเป็นคนของทนายแก้ว จนไม่สามารถทำหน้าที่คนกลางได้อย่างบริสุทธิ์ใจอีกต่อไป
ขอย้ำมาตั้งแต่ต้นว่า ข้อเท็จจริงของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน อีกทั้งหลักฐานสำคัญก็ไม่มีทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นคลิปเสียงกล้องหน้ารถ หรือแชทข้อความที่ถูกลบไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถชี้ชัดข้อเท็จจริงได้ และ หลังจากฝ่ายหญิงแจ้งความแล้ว ตนไม่แน่ใจว่าจะสามารถพูดคุยหรือทำหน้าที่คนกลางต่อไปได้หรือไม่ และมีแนวโน้มจะยุติบทบาท เนื่องจากทั้งสองฝ่ายอาจไม่ต้องการตนเองแล้ว
"รู้สึกถูกหลอกใช้ ยอมรับว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เข็ดกับการเป็นคนกลาง แม้จะพยายามเปิดเวทีให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากัน แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่หวัง ก็ถือได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่"
ส่วนเรื่องราวนี้ เชื่อว่า ทุกอย่างจะไปจบที่ศาล ท้ายที่สุด สิ่งที่ทนายแก้วกังวลคือ 1.กลัวกฎหมาย 2.กลัวที่ทำงานคือสภาทนายความ 3.กลัวภรรยา 4.กลัวลูกสาวที่โตแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาตนก็มองว่า ทนายแก้วเสียทรงและไม่เป็นตัวเอง



