ข่าว

บิ๊กโจ๊ก ส่งทนายยื่น 6 ประเด็นร้อนถึง ป.ป.ช. ระงับไต่สวนคดีสินบนทองคำ

บิ๊กโจ๊ก ส่งทนายยื่น 6 ประเด็นร้อนถึง ป.ป.ช. ระงับไต่สวนคดีสินบนทองคำ

12 ม.ค. 2569

"ทนายบิ๊กโจ๊ก" บุกสนามบินน้ำ ยื่น 6 ข้อเรียกร้องจี้ ป.ป.ช. ทบทวนอำนาจสอบคดีติดสินบนทอง 246 บาท แฉกระบวนการมิชอบตั้งแต่ชั้นตำรวจ

12 ม.ค. 2569 นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมายื่นหนังสือต่อ นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานกรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  และกรรมการ ปปช. ทุกท่าน  เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการรับคำกล่าวหาและดำเนินการในคดีสินบนทองคำ ที่มีกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ถูกกล่าวหา

 
นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขอความเป็นธรรมและให้ดำเนินคดีเป็นไปตามขั้นตอนและช่องทางที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยในหนังสือได้เสนอให้ ป.ป.ช. ดำเนินการพิจารณา 6 ประเด็นหลัก ดังนี้
 

บิ๊กโจ๊ก ส่งทนายยื่น 6 ประเด็นร้อนถึง ป.ป.ช. ระงับไต่สวนคดีสินบนทองคำ

1. พิจารณาวินิจฉัยเขตอำนาจและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในคดีนี้ เป็นเบื้องต้นก่อนการดำเนินกระบวนการใด ๆ ในเนื้อหาคดี โดยเคร่งครัดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง

2. มีมติหรือคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร วินิจฉัยโดยชัดแจ้งว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหรือไม่มีอำนาจรับคำกล่าวหาและดำเนินการในคดีที่มีลักษณะเป็นการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้กระทำความผิด และมีบุคคลอื่นถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ให้ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมและความชัดเจนของกระบวนการยุติธรรม

3. หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าคดีดังกล่าว อยู่ในเขตอำนาจเฉพาะตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 236 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 
“ขอให้มีคำสั่ง ไม่รับคำกล่าวหาและสำนวนคดีนี้ไว้พิจารณา และดำเนินการตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ”

บิ๊กโจ๊ก ส่งทนายยื่น 6 ประเด็นร้อนถึง ป.ป.ช. ระงับไต่สวนคดีสินบนทองคำ

 

4. ในระหว่างที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยเขตอำนาจตามข้อ (1) และ (2) “ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช งดเว้นการดำเนินการใด ๆ ในสาระของคดี ไม่ว่าจะเป็นการไต่สวน การตั้งคณะอนุกรรมการ การเรียกบุคคลให้ถ้อยคำ หรือการมีมติใด ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อสิทธิของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และ/หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยไม่อาจเยียวยาได้ในภายหลัง”

5. ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าเรื่องดังกล่าว ไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ขอให้มีคำสั่งคืนสำนวนให้พนักงานสอบสวนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “พร้อมระบุเหตุผลแห่งคำสั่งโดยชัดแจ้ง ว่าเป็นกรณีที่ต้องดำเนินการตามกลไกและเขตอำนาจเฉพาะตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง”

6. ขอให้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาและคำสั่งตามข้อ (1) ถึง (5) แก่ผู้กล่าวหา พนักงานสอบสวน และข้าพเจ้าในฐานะทนายความหรือ พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นลายลักษณ์อักษรโดยเร็ว เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถดำเนินการตามสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม
 

นายสัญญาภัชระ ยืนยันว่า การยื่นหนังสือในครั้งนี้ไม่ใช่การประวิงคดี แต่เป็นการขอให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามขั้นตอนและกรอบอำนาจตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยคดีดังในอดีตที่ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐจากการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย


โดยการดำเนินการสอบสวนตั้งแต่ชั้นของพนักงานสอบสวน ที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นคดีที่มีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ไม่สามารถแยกการดำเนินคดีออกเป็นส่วน ๆ ได้ หากมีการกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดร่วมกันในลักษณะตัวการ ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน คดีทั้งหมดต้องเข้าสู่กลไกตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ หาก ป.ป.ช. วินิจฉัยว่าไม่มีอำนาจ ต้องแจ้งให้ชัดเจนว่าไม่สามารถมอบหมายหรือส่งกลับให้ดำเนินการต่อได้ เพราะจะเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อกฎหมาย และหากยังมีการดำเนินการต่อไป อาจต้องมีการใช้สิทธิทางกฎหมายกับหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

 

นายสัญญาภัชระ กล่าวทิ้งท้ายว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะยืนหยัดต่อสู้ในทุกขั้นตอนตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ไม่หลบหนี และจะใช้สิทธิดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคลหรือองค์กรใด ๆ ที่กระทำให้ได้รับความเสียหายอย่างเคร่งครัด