
เลื่อนอีกแล้ว อัยการศาลเเขวงใต้ นัดฟังคำสั่ง "เชน ธนา" คดีฉ้อโกง 79 ล้าน
อัยการศาลเเขวงใต้ เลื่อนนัดฟังคำสั่งคดี "เชน ธนา" ฉ้อโกง 79 ล้านออกไปครั้งที่ 4 ลุ้นทันกำหนดผัดสุดท้าย 20 พ.ย. หรือไม่
13 ธ.ค. 2567 ที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 4 (พระนครใต้) พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 4 (พระนครใต้) นัดฟังคำสั่งในคำร้องขอความเป็นธรรม นายธนาตรัยฉัตร ภูโชคอนันต์ หรือ เชน ธนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด ในคดีที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ได้ยื่นคำร้องพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องในคดีที่มีการกล่าวหาบริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัดโดย , นายเชน ธนา และ น.ส.กาลกัลยา ภูโชคอนันต์ ภรรยานายเชน ธนา ผู้ต้องหาที่ 1 - 3 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง บริษัท ไทยยินตันความเสียหายกว่า 79 ล้านบาท
นายกุญช์ฐาน์ ทัดทูน รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า วันนี้พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 4 เลื่อนฟังคำสั่งทางคดีออกไปอีกครั้ง เป็นวันที่ 19 ธ.ค. เนื่องจากเดิมคดีนี้ผู้ต้องหาทั้ง 3 ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งพนักงานอัยการได้พิจารณาประเด็นตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมแล้ว เห็นว่า เพื่อให้การพิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม จึงได้สั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 ประกอบระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการร้องขอความเป็นธรรมในคดีอาญา พ.ศ. 2567 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งทางผลสอบเพิ่มได้ส่งกลับมายังสำนักงานอัยการศาลเเขวง 4 เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา
โดยขณะนี้ทางพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนได้ทำความเห็นทางคดีเสร็จสิ้นเเล้ว มีการเสนอหัวหน้าพนักงานอัยการเพื่อมีคำสั่งต่อไป เเต่เนื่องจากคดีนี้ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ร้องขอความความเป็นธรรม ซึ่งจะต้องเสนอให้อธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลเเขวงตามระเบียบด้วย จึงอนุญาตเลื่อนนัดสั่งคดีเป็นวันที่ 19 ธ.ค.เวลา 10.00 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีศาลเเขวงสามารถผัดฟ้องได้ 5 ผัดผัดละ 6 วัน (รวม30 วัน)ถ้ายังไม่สามารถยื่นฟ้องผู้ต้องหาได้ทันก่อนครบกำหนดผัดฟ้อง จะพ้นอำนาจการคุมตัว หากมีคำสั่งยื่นฟ้องภายหลังจะต้องขออนุญาตอัยการสูงสุดฟ้อง โดยมีการผัดฟ้องครั้งเเรกวันที่ 20 พ.ย. เเละจะครบกำหนดผัดฟ้องครั้งสุดท้าย 20 ธ.ค.2567 สำหรับการเลื่อนฟังคำสั่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4
สำหรับพฤติการณ์ของคดีสรุปว่า ก่อนเกิดเหตุ บริษัทไทยยินต้น จำกัด ประกอบกิจการนำเข้าสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น มาจำหน่ายในประเทศไทย และได้แจ้งจดทะเบียนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโปรโบโอติก ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ "ยินตัน บิฟิน่า อีเอ็กซ์" จากคณะกรรมการอาหารและยาตามกฎหมาย
ต่อมาวันที่ 8 ก.พ. 2564 นายธนาตรัยฉัตร ผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด ผู้ต้องหาที่ 1 ได้สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชื่อ "ยินตัน บิฟิน่า อีเอ็กซ์" ( หรือ BIFINA สูตร EX ) จากบริษัท ไทยยินตัน จำกัด จำนวน 3,000,000 ซอง ในราคาซองละ 19 บาท คิดเป็นเงินจำนวน 57 ล้านบาท โดยบริษัท ไทยยินตัน จำกัด เป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาให้ผู้ต้องหาที่ 1เป็นผู้จัดจำหน่าย แต่เพียงผู้เดียว
ต่อมาวันที่ 1 มี.ค. 2564 บริษัท ไทยยินตัน จำกัด เริ่มทยอยส่งมอบสินค้า ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมดังกล่าวให้แก่ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นครั้งที่ 1 จำนวน 85,000 ซอง ต่อมาพยานได้รับการติดต่อจากนางกาลย์กัลยา ผู้ต้องหาที่ 3 แจ้งเรื่องสีของสินค้าว่า มีความแตกต่างจากตัวอย่างของสินค้าที่บริษัท ไทยยินตัน จำกัด ได้นำเสนอไว้ต่อผู้ต้องหาที่ 1 กับพวก พยานจึงได้อธิบายว่า สีของสินค้าที่ผู้ต้องหาที่ 1 ได้รับเป็นไปตามที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
ต่อมาวันที่ 9 มี.ค. 2564 บริษัท ไทยยินตัน จำกัด ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นครั้งที่ 2 จำนวน 315,000 ซอง และในวันเดียวกัน ผู้ต้องหาที่ 1ได้สั่งซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชื่อ "ยินตัน บิฟิน่า อีเอ็กซ์" จำนวน 4,200,000 ซอง คิดเป็นเงินจำนวน 79,800,000 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งห่างจากการสั่งซื้อสินค้าครั้งที่ 1 เพียงประมาณ 1 เดือนจากนั้นเรื่อยมาบริษัท ไทยยินตัน จำกัด ได้ทยอยจัดส่งสินค้าตามคำสั่งสั่งซื้อ ครั้งที่ 1 จนครบจำนวน 3 ล้านซอง ในวันที่ 1 มิ.ย.2564
ต่อมาวันที่ 14 ส.ค. 2564 บริษัท ไทยยินตัน จำกัด ขอยกเลิกสัญญาที่ผู้ต้องหาที่ 1 ว่าจะจ้างผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชื่อ "ยินตัน บิฟิน่า อีเอ็กซ์" เนื่องจากมีสาระสำคัญที่ระบุไว้ในสัญญาไม่ตรงกับการดำเนินการทางธุรกิจระหว่างกัน ผู้ต้องหาที่ 1 จึงเสนอให้มีการจัดทำสัญญาซื้อขายฉบับใหม่ขึ้น โดยผู้ต้องหาที่ 1 เป็นผู้จัด ฉบับลงวันที่ 15 ส.ค. 2564 จากนั้น บริษัท ไทยยินตัน จำกัด ทยอยจัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อ ครั้งที่ 22 จนครบจำนวน 4,200,000 ซอง ในวันที่ 30 มี.ค. 2565
ต่อมาพยานรับการติดต่อจากผู้ต้องหาที่ 3 เพื่อขอขยายการชำระเงินค่าสินค้า จากเดิม 30 วัน เป็น 90 วัน และจาก 90 วัน เป็น 120 วัน โดยจะครบ ในวันที่ 28 ก.ค. 2565 ต่อมา ผู้ต้องหาที่ 1 ส่งหนังสือ ฉบับลงวันที่ 27 ก.ค. 2565 มายัง บริษัทไทยยินตัน จำกัด แจ้งว่ามีปัญหาเรื่องการรับรองเอกสารเกี่ยวกับลักษณะของสินค้า และอ้างปัญหาสถานการณ์โรคโควิด 19 ที่ส่งผลกระทบเชิงลบกับสถานการณ์การประกอบธุรกิจ ต่อมาบริษัท ไทยยินตัน จำกัด ได้ส่งหนังสือแจ้งให้ผู้ต้องหาที่ 1 ผ่านการชำระเงินค่าสินค้า แต่ผู้ต้องหาที่ 1 กลับส่งหนังสือแจ้งมายังบริษัท ไทยยินตัน จำกัด ว่าบริษัทผิดสัญญา เพราะได้พรรณณาสรรพคุณของสินค้าไม่ตรงความเป็นจริง และแจ้งเตือนให้ในประเด็นเรื่องการผิดสัญญา
ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว บริษัท ไทยยินตัน จำกัด ไม่เคยได้รับการติดต่อจากผู้ต้องหาที่ 1 กับพวกว่าสินค้าไม่ถูกต้องตามสัญญา และไม่เคยแจ้งเรื่องขอคืนสินค้า บริษัท ไทยยินตัน จำกัด จึงเชื่อว่า ผู้ต้องหาที่ 1 กับพวก ไม่ได้มีเจตนาทำสัญญาซื้อขายสินค้ามาตั้งแต่แรก เพียงแต่นำสัญญาซื้อขายมาใช้เป็นวิธีการหลอกลวงให้บริษัท ไทยยินต้น จำกัด ส่งมอบสินค้าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชื่อ "ยินตัน บิฟิน่า อีเอ็กซ์" เท่านั้น เป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหาย รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 79.8 ล้านบาท โดย นายนริศจึงมอบอำนาจให้ นายอานุภาพ ใจแสนภักดี ผู้กล่าวหาที่ 1 มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีกับ ผู้ต้องหาที่ 1 กับพวก ตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด



