ข่าว

ฝากเหล่าบอสดูแล "เมียทนายตั้ม" เครียดหนัก ลั่นไม่รู้เรื่องทนายตั้มทำอะไร?

ฝากเหล่าบอสดูแล "เมียทนายตั้ม" เครียดหนัก ลั่นไม่รู้เรื่องทนายตั้มทำอะไร?

11 พ.ย. 2567

ฝากเหล่าบอสดูแล! "เมียทนายตั้ม" เครียดหนัก ลั่นไม่รู้เรื่องทนายตั้มทำอะไร? รับเพียงโอนที่ดิน ฝากข้อความถึงลูก หวั่นไม่ได้ประกัน ขณะที่ทนาย ไม่ยืนยันจะได้ประกันหรือไม่ พร้อมฝากฝั่งบอสดูแล "พี่ตั้ม" ด้วย

11 พ.ย. 2567 นายสายหยุด เพ็งบุญชู ทนายความของ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม ให้สัมภาษณ์หลังเข้าเยี่ยม นางปทิตตา เบี้ยบังเกิด ภรรยาของทนายตั้ม โดยบอกว่า วันนี้ตนเองติดงานในช่วงเช้า ทำให้กว่าที่จะเข้ามาเยี่ยมลูกความในเรือนจำก็เป็นเวลาเกือบ 14.00 น. จึงตัดสินใจไปเยี่ยม ภรรยาของทนายตั้ม ที่ทัณฑสถานหญิงกลางก่อน เนื่องจาก ทนายตั้ม ฝากเอาไว้ว่าหากจะประกันตัว หรือจะทำอะไร ให้ไปหาภรรยาก่อน ซึ่งการเข้าเยี่ยมได้พูดคุยประมาณ 15 นาที ภรรยาทนายตั้มมีอาการเครียดและวิตกกังวล เป็นห่วงคนข้างนอก และคิดถึงลูก

 

 

ฝากเหล่าบอสดูแล "เมียทนายตั้ม" เครียดหนัก ลั่นไม่รู้เรื่องทนายตั้มทำอะไร?

 

 

โดย ภรรยา ทนายตั้มได้ฝากข้อความไปบอกลูก และฝากด้วยว่าจะให้ใครเข้ามาเยี่ยมบ้าง รวมถึงมีการสอบถามเรื่องการประกันตัว แต่ก็ตอบกลับไปว่า ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ เนื่องจากต้องรอให้พ้นฝากแรก 12 วันไปก่อน แต่ก็ได้แจ้งว่า ไม่ต้องกังวล ทำใจให้สบาย อย่าเจ็บป่วย และต้องอยู่ให้ได้

 

ส่วนเรื่องคดี ภรรยาทนายตั้ม ให้ข้อมูลกับตนเองเพียงอย่างเดียวว่า มีการตกลงกับทนายตั้ม เอาไว้ในการแต่งงานว่า หากมีอะไรต้องโอนเป็นชื่อของตนเอง แต่กรณีที่ ทนายตั้มถูกแจ้งข้อกล่าวหา ภรรยาก็ไม่ทราบเลยว่า ทนายตั้มไปทำอะไร รู้เพียงว่า ไปรับโอนที่ดินโดยทนายตั้มเป็นคนซื้อแคชเชียร์เช็คไปในวันรับโอน

 

 

เมื่อถามว่า สามีภรรยาอยู่ด้วยกันจะไม่รู้ได้อย่างไร ทนายสายหยุด มองว่า บางคนก็ปกปิด ไม่จำเป็นจะต้องบอกทุกอย่างว่าไปทำอะไรมา ทนายตั้ม ก็เป็นทนายดังการซื้อบ้านในราคา 30 ล้านปลายๆ ส่วนตัวมองว่าก็พอเป็นไปได้

 

นายสายหยุด ยืนยันว่า ขณะนี้มุ่งเน้นไปที่การประกันตัวภรรยาทนายตั้มก่อน โดยตัวทนายตั้ม ได้สั่งการไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะขออยู่ในเรือนจำจนกระทั่งพิจารณาคดี เนื่องจากทนายตั้ม เป็นทนายความมา 20 ปี น่าจะพอทราบดีว่า ส่วนของตัวเองนั้นขอประกันตัวได้ยาก

 

ฝากเหล่าบอสดูแล "เมียทนายตั้ม" เครียดหนัก ลั่นไม่รู้เรื่องทนายตั้มทำอะไร?

 

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ตน เคยยื่นขอประกันตัวภรรยาทนายตั้มไปแล้วนั้น แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกัน ซึ่งการยื่นขอประกันตัวในครั้งหน้าศาลจะอนุญาตหรือไม่นั้น มองว่าต้องดูหลายอย่างประกอบกัน ทั้งการสอบสวน การรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน และพยานหลักฐานที่ฝ่ายตนเองจะนำมาประกอบคำร้องว่าภรรยาของทนายตั้ม ไม่น่าจะทราบว่าเงินที่ได้นั้น ได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งฝ่ายผู้กล่าวหาก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ภรรยาของนายตั้ม รู้ หรือควรรู้ ว่าเงินที่ได้รับมาจากการกระทำผิด

 

นายสายหยุด ระบุว่า ตอนนี้ตนเองยังมีหลักฐานเท่าเดิมที่เคยให้สัมภาษณ์ไปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เนื่องจากทำงานอื่นอยู่ด้วยก็เลยยังไม่ได้รวบรวมเพิ่มเติม โดยวันพรุ่งนี้เช้า (12 พ.ย.) ตนจะเข้าไปเยี่ยม ซึ่งหากยังต้องเยี่ยมผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์อยู่ในช่วง 5 วันแรกก็คงจะถามในเรื่องส่วนทั่วไป เมื่อพ้น 5 วันไปแล้วถึงจะคุยเรื่องคดี เพราะมองว่า ผ่านคอนเฟอเรนซ์แล้วไม่เป็นส่วนตัว

 

ฝากเหล่าบอสดูแล "เมียทนายตั้ม" เครียดหนัก ลั่นไม่รู้เรื่องทนายตั้มทำอะไร?

ส่วนกรณีเงิน 39 ล้านบาท ที่ตำรวจยังไม่เจอตัว "สาและ นุ” มีความกังวลอะไรหรือไม่ นายสายหยุด บอกว่า ตน ขอไม่ก้าวล่วงดีกว่า เพราะคดีนี้ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับทนายตั้ม และตน ก็ยังไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้ วิพากษ์วิจารณ์ไปก็ไม่ดี

 

โดยหากมีการออกหมายจับทั้ง 2 คนในภายหลัง และมีความเกี่ยวพันกับทนายตั้ม ตนมองว่าตามหลักกฏหมายแล้ว คนที่ซัดทอดคนอื่นเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด ก็เป็นพยานที่ฟังได้ยากเหมือนกัน ซึ่งถ้าดูพยานหลักฐานของตำรวจ แล้วชัดเจนว่า ลูกความผมกระทำความผิดจริง ตนไม่รับทำแน่นอน ถ้า ตนดูแล้วอย่างที่เป็นข่าวว่ามีอันนั้นอันนี้มาแตะเชื่อมโยง ฟังดูว่าเขาผิดแล้วให้ ตนไปสู้คดีก็คงไม่รับ เพราะทำคดีแพ้ ตนไม่อยากทำ

 

ส่วนประเด็นเรื่องเงิน 71 ล้าน ที่ก่อนหน้านี้ธงการต่อสู้คดีว่าจากให้โดยเสน่หา มาเป็นให้เพื่อการลงทุนนั้น ทนายสายหยุด บอกว่า เงิน 71 ล้าน ในคดีแพ่ง บอกไว้ว่า “ผู้ให้ ให้ทรัพย์ ผู้รับ รับทรัพย์” บอกไว้เพียงแค่นี้ แต่ต้องมาตีความว่าที่ ทนายตั้มบอกว่า ให้โดยเสน่หา นั้นมันเหมือนกับการไปขอเงินที่ เจ้อ้อย มาทำธุรกิจเลี้ยงครอบครัว  ไปขอเขา 2 ล้านยูโร พี่อ้อยบอกว่า “ไม่มากนิ เดี๋ยวพี่ช่วย“ ทนายตั้มก็รับมา

 

ฝากเหล่าบอสดูแล "เมียทนายตั้ม" เครียดหนัก ลั่นไม่รู้เรื่องทนายตั้มทำอะไร?

 

ซึ่งข้อเท็จจริง ตรงที่ว่า จะคืนเมื่อไหร่ คืนอย่างไร ตรงนั้นหายไป ทำให้ทนายตั้ม เข้าใจว่าให้โดยเสน่หา แต่ถ้าไม่ให้โดยเสน่หา ก็เทียบเคียงเป็นยืมหรือเปล่า นี่เป็นความคิดตน ส่วนที่ ทนายตั้มไปพูดในรายการโหนกระแส เขาพูดออกไปแบบนั้น ตน ก็ไม่รู้เขาคิดยังไง

 

โดยเงินที่ได้จากเจ้อ้อย ทนายตั้ม ก็ทำคนเดียว ไม่ได้ชวนใครมาลงทุน หรือตอนได้เงินมา ก็ไม่ได้พูดว่าจะให้ผลตอบแทนพี่อ้อยเท่าไหร่ หรือ มีลักษณะการชวนลงทุน ซึ่งคำให้การของทนายตั้ม ตนก็มองว่า เมื่อไม่ได้มีการพูดเรื่องชักชวนลงทุน มันเป็นการหลอกตรงไหน ตนก็บอกว่า ถ้ายืมก็ยืม มาทวงตามกฎหมาย มันมีข้อกฎหมายยึดทรัพย์ ไม่ใช่มารวมทุกอย่างแบบนี้แล้วเอาเขาเข้าคุก แบบนี้ไม่น่าจะถูก

 

ทนายสายหยุด ยังย้ำอีกว่า ทนายตั้ม ไปขอเงิน เจ้อ้อยมาลงทุน ไม่ได้มีคำว่า “ยืม” และที่ผ่านมา เจ้อ้อย ก็ไม่ได้ทวงถามอะไรเลย ตั้งแต่ที่ยืมมาเมื่อช่วงมกราคม 2567 แต่เพิ่งจะมาทวงคืนเดือนกันยายน และตอนที่ไปขอเงินก็ไม่มีสัญญาอะไร และมองว่าหากบอกว่า ทนายตั้มหลอกลวงเอาเงินมาลงทุน ทำไมถึงไม่มีการถามความคืบหน้า ผลตอบแทน หรืออะไรเลย ตนขอยืนยันว่า ไม่ใช่การร่วมลงทุน และเมื่อเจ้อ้อยมาทวง ทนายตั้มก็มาบอกกับตน ตนก็บอกว่า ก็รอไว้ละกัน เขามาฟ้องก็ไปไกล่เกลี้ยกัน

 

 

ส่วนเงินที่กองปราบยึดมาได้ เป็นเงินสด 28 ล้าน และบ้านมูลค่า 43 ล้าน รวมกันแล้วได้ 71 ล้าน ประเด็นนี้ตรงกับเงินที่ ทนายตั้มไปขอเจ้อ้อยมาใช่หรือไม่ ประเด็นนี้ ตนยังไม่ได้ถาม แต่ที่ทราบ แคชเชียร์เช็ก 2 ใบ 9 ล้าน และ 29 ล้าน รวมกันเกือบ 39 ล้าน ส่วนเงินสดในบัญชีที่อายัดไปตนไม่ทราบถือว่าเป็นมาตรการยึดทรัพย์ของ ปปง. ถ้าเราสู้คดีหลักได้ เขาก็คืนให้

 

โดยหลังจากที่ทนายสายหยุด ให้สัมภาษณ์เสร็จ ก็ได้เจอกับทนายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของบอสพอล ที่ออกมาจากเรือนจำหลังดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหา18 บอส ดิไอคอนเสร็จสิ้น ที่มารอให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

 

ทนายสายหยุด ได้เดินเข้าไปจับแขนให้กำลังใจด้วยท่าทีเป็นกันเอง และทนายสายหยุด บอกกับทนายวิฑูรย์ ว่า ถ้าทนายตั้มเขา “เจอกับบอสดิไอคอน ก็ฝากฝั่งบอสให้ดูแลพี่ตั้ม ก็ให้ปรับทุกข์กันนะ ข้างนอกก็ลืมซะ”