
สู้ยิบตา! ทนายบอสพอล จ่อพาพยาน 2,400 คน ให้ปากคำยันบริสุทธิ์
สู้ยิบตา! ทนายบอสพอล จ่อพาพยาน 2,400 คน ให้ปากคำยันบริสุทธิ์ วอน จนท.สอบให้ครบทุกปาก ตั้งปมปิดปากฝั่งผู้ต้องหา?
4 พ.ย. 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของ "บอสพอล" จะพาพยานฝั่งบริษัท "ดิไอคอน กรุ๊ป" เข้าพบพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ
ทนายวิฑูรย์ เปิดเผยผ่านทางโทรศัพท์ว่า วันนี้จะพาพยานมาให้ปากคำ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของ "ดิไอคอน กรุ๊ป" และเพื่อยืนยันว่า บริษัทประกอบธุรกิจจริง ตัวแทนได้เปิดบิลกับ "ดิไอคอน กรุ๊ป" และมีสินค้าอยู่จริง ทำธุรกิจจริง และเป็นตัวแทนที่ยังขายของอยู่ในปัจจุบัน ได้เงินได้กำไร เลี้ยงดูครอบครัวจากการเป็นตัวแทนของบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป
ซึ่งส่วนมากเป็นพยานที่ขายของ กับบริษัทมาตั้งแต่ 3- 4 ปี มีบางคนก็ขายมา 1 ปี และส่วนใหญ่เป็นระดับดีลเลอร์ ที่เปิดบิล 250,000 บาท มีระดับ 25,000 บาทบ้าง แต่ที่ตามยากคือที่เปิดบิลไป 2,500 บาท
ทนายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า ได้ประสานกับทางดีเอสไอ มาก่อนแล้ว ซึ่งพยานที่ตนเองมีตอนนี้ มีทั้งหมด 2,400 คน ดังนั้นจะต้องมาหารือในวันต่อไปว่า จะมีศักยภาพในการสอบปากคำได้วันละกี่คน เพราะจำนวน 2,400 คน เป็นตัวเลขเริ่มต้น ดังนั้นมองว่า น่าจะมีพยานที่ต้องการให้ปากคำมากกว่านี้ จนถึงหลักหมื่นคน จึงอยากให้ดีเอสไอ เปิดให้สามารถไปให้ปากคำตามต่างจังหวัดได้ เหมือนกับฝั่งของผู้เสียหายด้วย เพราะเชื่อว่า ตัวเลขของฝั่งผู้เสียหาย จะมากกว่านี้แน่นอน
ส่วนกรณีที่ ดีเอสไอให้ข้อมูลว่าต้องดูพยานที่พามา ว่าเป็นใครลักษณะคำให้การซ้ำๆ เดิมๆ หรือไม่? เพราะเกรงว่า อาจจะทำให้ล่าช้าแล้ว คดีเกิดความเสียหาย ทนายวิฑูรย์ ระบุว่า "ไม่ถามว่าฝั่งผมเสียหายบ้างเหรอ" การที่โดนกล่าวหาด้วยคนเป็นหมื่นๆ คน ฝั่งตนเองก็เสียหาย ดังนั้นมองว่า ควรสอบปากคำทุกคน จะฟังอยู่ฝั่งเดียวก็ไม่ได้
ต้องฟังคนที่ไม่เสียหายด้วย ส่วนคำให้การจะซ้ำๆ เดิมๆ หรือไม่นั้น? มองว่า ก็เป็นการให้การของคนที่เหตุการณ์คล้ายๆ กัน หรือทำธุรกิจคล้ายๆ กัน และก็ถือว่าเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝั่ง เพราะฝั่งผู้เสียหายมีเป็นหมื่นคน “ถ้าฝั่งผมไม่ยอมฟังการสอบสวน ให้ครบทุกประเด็น ทุกมิติ พยานทุกคนมายืนยันแล้วไม่ฟัง แล้วมาตัดพยาน ก็จะฟ้อง ม. 157 เช่นกัน”
ส่วนการพิจารณาว่า จะเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่หรือไม่? ทนายวิฑูรย์ มองว่า ดีเอสไอพยายามจะเร่งปฏิกิริยาให้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม เพื่อยืดเวลาขยายการฝากขังจาก 48 วันเป็น 84 วัน คงจะปิดปากฝั่งผู้ต้องหา แล้วสั่งฟ้องคดี ซึ่งถ้าจะปิดปากกัน แล้วไม่ให้นำพยานมาให้ปากคำโดยอ้างว่า จะทำให้คดีเสียหายฝั่งที่โดนขังแล้วเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็คงเสียหายมากกว่าฝั่งที่มาแจ้งความ เพราะโดนปิดกั้นอิสระภาพอยู่ ซึ่งหากจะมีการแจ้งความในข้อหานี้ ก็แจ้งไป แต่ก็ขอให้ฟังความให้ครบทุกด้านก่อน ถ้าไม่ฟังแล้วแจ้งเลยก็ไม่เป็นไร ทนายก็ยังเดินตามแผนการทำงานปกติ
มีรายงานว่า ช่วงบ่ายวันนี้ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ รักษาการอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ภายหลังจากที่ได้สอบปากคำผู้แทน สคบ. และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในข้อเท็จจริงของคดีไปแล้ว เพื่อพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา พ.ร.ก.การกู้ยืมเงิน ที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ หรือกฎหมายแชร์ลูกโซ่



