ข่าว

พ่อผูกคอตายในวัด หลังลงทุนดิไอคอน ครอบครัวพัง หมดตัวต้องหนีไปอยู่วัด

พ่อผูกคอตายในวัด หลังลงทุนดิไอคอน ครอบครัวพัง หมดตัวต้องหนีไปอยู่วัด

19 ต.ค. 2567

พ่อตัดสินใจจบชีวิต หลังลงทุนดิไอคอน สูญทั้งบ้านทั้งรถ พ่อแม่ทะเลาะกันสุดท้ายต้องเลิกรา หนีไปอยู่วัด ก่อนก่อเหตุไม่คาดคิด

19 ต.ค. 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวันที่ 18 ต.ค. 2567 นายพงษ์พันธ์ อายุ 23 ปี ญาติของหนึ่งในผู้เสียหายถูกหลอกลงทุน จาก บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด (The iCON Group) นำหลักฐานเข้าพบ พ.ต.อ.อานันท์จักร์ กนกนพวัชร์ ผกก.สภ.บ้านดู่ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ โดยมี ร.ต.อ.เมที หน่อแก้ว รอง สว.(สอบสวน) สภ.บ้านดู่ เป็นผู้รับแจ้งความ หลังจากที่ พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย ได้สนองนโยบายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่สั่งการให้ทุกสถานีตำรวจ เปิดจุดบริการรับแจ้งความในกรณีดังกล่าวโดยเฉพาะ

 

นายพงษ์พันธ์ ให้ข้อมูลว่า นายธนพงษ์ชัยวัฒน อายุ 56 ปี ชาวจ.เชียงราย พ่อของตน ได้นำเอาเงินเก็บไปลงทุนในธุรกิจดิไอคอนกรุ๊ป โดยมีภาพหลักฐานการไปร่วมทำกิจกรรม และมีภาพถ่ายคู่กับบอสพอล นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง ดิไอคอน กรุ๊ป ซึ่งหลังจากพ่อเข้าไปลงทุนกับบริษัทดังกล่าวเมื่อปี 2560 ได้มาชักชวนแม่ อา รวมถึงญาติพี่น้องคนอื่นให้ร่วมลงทุน และมีการลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยมีเงินเก็บ มีบ้าน มีรถยนต์ 3 คัน จนทุกอย่างสูญไปกับการลงทุนของพ่อ

มาระยะหลังพ่อกับแม่ทะเลาะกันเรื่องที่พ่อไปลงทุนดังกล่าว จนครอบครัวมีปัญหาการเงิน ตนและน้องสาวเลยไม่ได้เรียนต่อ สุดท้ายแม่ก็เลยขอหย่ากับพ่อ จากนั้นพ่อก็ไปอาศัยอยู่ที่วัดใกล้บ้าน ก่อนที่สุดท้ายจะคิดสั้นผูกคอตายในวัด เมื่อช่วงเดือน เม.ย. 2563 หรือประมาณ 4 ปีกว่ามาแล้ว

 

นายพงษ์พันธ์ กล่าวอีกว่า ตอนนั้นยังเด็ก ไม่รู้ว่าพ่อไปทำธุรกิจอะไร จนนำมาสู่ปัญหาชีวิต และแม่ก็ไม่เคยเล่าปัญหาให้ฟัง เพราะตอนนั้นแม่อยากให้พวกเราตั้งใจเรียนหนังสือ จนได้ทราบข่าวดิไอคอน จึงจำได้ว่าเคยเห็นภาพของพ่อตอนไปร่วมกิจกรรม และมีภาพตอนพ่อถ่ายรูปร่วมกับบอสพอล จึงคิดว่าการเข้าสู่ธุรกิจดังกล่าวอาจเป็นชนวนเหตุพาไปสู่ปัญหาชีวิต เพราะปัญหาอย่างอื่นคงไม่ทำให้พ่อคิดสั้นแบบนี้

ลูกชายผู้เสียชีวิตเข้าแจ้งความ

หลังจากมีข่าวดิไอคอน อาได้บอกว่าพ่อเคยชักชวนอาให้เอาเงินไปลงทุนกับดิไอคอนเหมือนพ่อ ตนจึงรวบรวมหลักฐานมาแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับบริษัทดังกล่าว หลังจากนี้จะไปรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม และนำมาส่งมอบให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้ง และตั้งใจจะเดินหน้าดำเนินคดีกับบริษัทขายตรงดังกล่าวให้ถึงที่สุด

 

ที่ผ่านมา ตนกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทดังกล่าว แต่เพิ่งมาทราบว่าหากเราแจ้งความผ่านทางเจ้าหน้าที่ จะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทางตนก็เลยรู้สึกดีใจมากๆ อยากจะขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนที่ดูแลแนะนำตนเป็นอย่างดี

 

ด้าน พ.ต.อ.อานันท์จักร์ กนกนพวัชร์ ผกก.สภ.บ้านดู่ เปิดเผยว่า จากคำสั่งการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รรท.ผบ.ตร. พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย ต้องการให้ทุก สภ. เปิดจุดรับแจ้งความร้องทุกข์ในคดีเกี่ยวกับดิไอคอนกรุ๊ป  ซึ่งในส่วนของ สภ.บ้านดู่ มีผู้เสียหายทยอยมาแจ้งความเรื่อยๆ โดยเข้ามาแจ้งความด้วยตนเองจำนวน 7 เคส และคนที่แจ้งความผ่านระบบออนไลน์จำนวน 3 เคส รวมแล้วตอนนี้มีทั้งหมด 10 เคส มูลค่าความเสียหายประมาณ 4.2 ล้านบาท แต่ในภาพรวมทั้งจังหวัดตอนนี้มีผู้เสียหายรวม 62 ราย มูลค่าความเสียหายประมาณ 18 ล้านบาท ซึ่งยอดเสียหายสูงสุดก็อยู่ที่ สภ.บ้านดู่ เพราะมีผู้เสียหายรายหนึ่งสูญเงินไปในการลงทุนกับบริษัทดังกล่าวประมาณ 3.5 ล้านบาท

 

ทุกเคสเราถือว่าเป็นผู้เสียหายเหมือนกันหมด เราให้ความสำคัญในทุกเคสเท่าๆกัน เราจะพยายามช่วยเหลือผู้เสียหายทุกคนอย่างเต็มที่ ให้เขาได้เห็นว่ายังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนอยู่ข้างประชาชน ทุกสถานีตำรวจเปิดศูนย์รับแจ้งความร้องทุกข์ในคดีดังกล่าว เพื่อลดขั้นตอน และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เป็นผู้เสียหาย จะได้ไม่ต้องเดินทางไปแจ้งความที่ บช.ก. ซึ่งคดีนี้ บก.ปคบ. เป็นเจ้าภาพในการดำเนินคดี โดยให้ทุกโรงพักรับแจ้งความและรวบรวบหลักฐานทุกอย่างของผู้เสียหาย และส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ผู้เสียหายไม่ต้องเดินทางไปดำเนินการด้วยตนเองที่ กทม. และไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น

ศูนย์รับแจ้งความคดี ดิไอคอนกรุ๊ป