
สศค. โต้ สคบ. ปม "ดิไอคอน" ไม่มีอำนาจพิจารณาธุรกิจ "บอสพอล" ทำได้แค่รับเรื่อง
สศค. โต้กลับ สคบ. มีหน้าที่เพียงรับเรื่องร้องทุกข์ ไม่มีอำนาจพิจารณา The iCon Group หลัง สคบ. อ้างได้ส่งหนังสือหารือธุรกิจ "บอสพอล"
17 ต.ค.2567 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้มีเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหนังสือของ สคบ. ถึง สศค. กรณี บริษัท The Icon Group จำกัด มีระบุในเนื้อหาว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มีหนังสือถึง มีหนังสือถึง สศค. เพื่อขอให้พิจารณาข้อหารือลักษณะการประกอบธุรกิจ และได้ส่งแผนธุรกิจ และ แผนการตลาด พร้อมสำเนาเอกสารหลักฐานของบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป จำกัด (บริษัทฯ) เพื่อหารือการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ มีข้อเท็จจริง ดังนี้
1.บริษัทฯ ได้จดทะเบียนจัดตั้งกับกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2561 โดยในช่วงปี 2561 บริษัทฯ ยังมิได้มีการดำเนินธุรกิจหรือมีผู้เสียหายที่เกิดจากการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ ประกอบกับในขณะนั้น สศค. ไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
2. จากการตรวจสอบในระบบจดทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจขายตรง และตลาดแบบตรง ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พบว่า บริษัทฯ ได้จดทะเบียนธุรกิจตลาดแบบตรงกับ สคบ. เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2562
3. สศค. มิได้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาแผนธุรกิจของบริษัทฯ หรือผู้ประกอบธุรกิจรายใด ๆ ที่จะมาขอจดทะเบียนขายตรงหรือตลาดแบบตรงกับ สคบ. เนื่องจากในทางปฏิบัติ สศค. มิได้เข้าตรวจหรือหารือ กับบริษัทโดยตรงหากให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าวไป อาจจะเกิดความคลาดเคลื่อน และส่งผลให้มีผู้นำความเห็นนั้นไปใช้โดยไม่ถูกต้องในภายหลัง
ทั้งนี้ สศค. มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้ได้รับความเสียหาย จากธุรกิจการเงินนอกระบบ รวมทั้งการดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน ศึกษา วิเคราะห์การดำเนินงานของผู้ประกอบธุรกิจการเงินนอกระบบเพื่อตรวจสอบการกระทำความผิดในเบื้องต้น ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการฟ้องร้องและต่อสู้คดี ศึกษา วิเคราะห์และเสนอความเห็น ในการยึดและอายัดทรัพย์สิน
4. ในส่วนของแนวทางปฏิบัติของ สศค. ในเรื่องการตอบข้อร้องเรียนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น สศค. จะดำเนินการตอบข้อร้องเรียนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาจากเอกสาร ที่ได้รับเท่านั้น ถ้าในข้อร้องเรียนใดพิจารณาแล้วน่าจะเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินฯ หรือข้อร้องเรียนนั้น อาจจะ เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินฯ และมีผู้เสียหายเกิดขึ้น สศค. จะดำเนินการส่งเรื่องดังกล่าวให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการสืบสวน สอบสวน หาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีต่อไป โดยตรง และจะมีหนังสือตอบกลับหน่วยงานที่ส่งเรื่องร้องเรียนดังกล่าว เช่น สคบ. เป็นต้น
สำหรับพฤติการณ์ที่เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 4 วรรคแรก แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงิน ที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ต้องเข้าองค์ประกอบทั้ง 3 ข้อ ดังนี้
1. มีการโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฏแก่ บุคคลตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไป ซึ่งการโฆษณาหรือประกาศจะกระทำด้วยวิธีการใด ๆ ก็ได้ เช่น การแจกเอกสาร การเผยแพร่ทางสื่อต่าง ๆ หรือเป็นการบอกกล่าวระหว่างกันของบุคคลในลักษณะปากต่อปาก เป็นต้น
2. มีการให้สัญญาว่า จะจ่ายหรืออาจจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนจากการเข้าร่วมการลงทุนซึ่งการจ่าย ผลตอบแทนจะจ่ายเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดก็ได้ โดยผลประโยชน์ตอบแทนที่จะจ่ายให้นั้นเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้
3. ผู้ชักชวนหรือบุคคลอื่นนำเงินจากผู้เข้าร่วมลงทุนรายใหม่มาหมุนเวียนจ่ายให้กับผู้ลงทุนรายก่อน หรือผู้ชักชวนหรือบุคคลอื่นไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทน พอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้
นอกจากนี้ ในการพิจารณาว่า เป็นการประกอบธุรกิจที่อาจเข้าข่ายเป็นการขายตรงแอบแฝงแบบแชร์ลูกโซ่ ที่อาจจะเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินฯ นั้น จะต้องมีการสัญญาว่า จะจ่ายผลตอบแทน หรือเสนอผลตอบแทนจากการหาสมาชิก มิใช่การได้ผลตอบแทนจากการขายสินค้า และมีการชักจูงว่าจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราที่สูง ทั้งนี้การพิจารณาว่าจะเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินฯ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและรายละเอียดเป็นรายกรณี ๆ ไป
ในหนังสือยังระบุถึงด้านกฎหมายว่า ปัจจุบัน สศค. ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในการดำเนินการรับเรื่องราว ร้องทุกข์จากผู้ได้รับความเสียหายจากธุรกิจการเงินนอกระบบ รวมทั้งการดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน ศึกษา วิเคราะห์การดำเนินงานของผู้ประกอบธุรกิจการเงินนอกระบบ เพื่อตรวจสอบการกระทำความผิดในเบื้องต้น ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการฟ้องร้องและต่อสู้คดี ศึกษา วิเคราะห์และเสนอความเห็นในการยึดและอายัด ทรัพย์สิน และการพิจารณาแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายในการยึด และอายัดทรัพย์สิน



