
ปูดวีรกรรมฉาว “จ่าแซม” เมาแล้วขับ ชนสาว 28 ดับ
เปิดวีรกรรมฉาว “จ่าแซม” เมาแล้วขับชนสาว 28 ตาย แฟนหนุ่มหวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้ก่อเหตุหลบหนีจากจุดเกิดเหตุ เป่าแอลกอฮอล์ช้า
17 ก.ย. 2567 จากกรณี หนุ่มร้อง ตำรวจ สภ.บ้านเป็ด ขับรถชนแฟนสาวดับ แล้วหลบหนี คาใจไม่รีบเป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์ ปล่อยกลับบ้านหน้าตาเฉย หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม
ต่อมาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปที่ สภ.บ้านเป็ด เพื่อติดตามคดีดังกล่าว โดยพบรถยนต์กระบะของตำรวจคู่กรณีจอดอยู่ที่หน้าโรงพัก เป็นรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รีโว่ 4 ประตู สีดำ หมายเลขทะเบียน งฉ 549 ซึ่งเป็นหมายเลขทะเบียนเดียวกันกับที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ
และผู้สื่อข่าวได้สอบถาม พ.ต.อ.ณรชต แก้วเพชร ผกก.สภ.บ้านเป็ดทางโทรศัพท์ ทราบว่า ในทางคดีนั้นเบท้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหากับ จ่าแซม คู่กรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ในข้อหา ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ในส่วนของการหลบหนีนั้น จะต้องทำการสอบปากคำจ่าแซมอย่างละเอียดอีกครั้ง เพราะในวันเกิดเหตุนั้นฝนตกประกอบกับเส้นทางมืด
โดยคำให้การเบื้องต้น ของจ่าแซมนั้น บอกว่า ไม่ทราบว่าวันเกิดเหตุได้ไปชนใครหรือไม่ จนกระทั่งกลับมาถึงบ้าน ร้อยเวรเจ้าของคดีพบทะเบียนรถตกอยู่ที่เกิดเหตุ จึงได้โทรตามจ่าแซมมาที่โรงพัก ว่าใช่ทะเบียนรถของจ่าแซมหรือไม่ ซึ่งจ่าแซมก็รับว่าใช่ เป็นทะเบียนรถของตัวเองจริง และสอบปากคำรวมทั้งตรวจสอบร่องรอยที่รถ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวไป
และจะได้ทำการตรวจร่องรอยการชนจาก พฐ.ว่าตรงกับร่องรอยบนรถจักรยานยนต์คันที่เกิดเหตุหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีพฤติการหลบหนีนั้นก็จะต้องแจ้งข้อหาเพิ่ม
ในส่วนของปริมาณแอลกอฮอล์นั้น ทางพนักงานสอบสวนได้ทำการตรวจวัดแล้ว แต่เนื่องจากในวันเกิดเหตุเจ้าตัวไม่ได้อยู่ในจุดเกิดเหตุทำให้ไม่ได้เป่าวัดตั้งแต่แรก แต่มาเป่าในวันต่อมาซึ่งต้องรอดูผลว่าจะสามารถตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์แล้วขึ้นค่าวัดหรือไม่ หากไม่มีก็จะตรวจสอบพฤติการในวันเกิดเหตุว่ามีพฤติการณ์ดื่มสุราหรือไม่
และหากตรวจวัดปริมาณไม่เจอก็ยังไม่แจ้งข้อหาเกี่ยวกับเมาแล้วขับ แต่หากสอบสวนแล้วพบว่าน่าจะมีพฤติการณ์มึนเมาก็จะแจ้งข้อหาเพิ่ม แต่ทั้งนี้ในส่วนของทางคดีนั้นยืนยันดำเนินการตามขั้นตอนไม่มีละเว้น
พร้อมกันนี้ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สัมภาษณ์ น้องบอย อายุ 28 ปี ผู้โพสต์เฟซบุ๊กดังกล่าว ซึ่งกำลังเดินทางไปพบกับทนายความที่จ.กาฬสินธุ์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์ว่า ตอนนี้ยังติดใจในส่วนของบันทึกประจำวัน ตั้งแต่วันที่แจ้งความกับทาง พนง.สอบสวน ว่ามีพฤติการณ์หลบหนี แต่ทางพนักงานสอบสวนไม่ลงให้ วันต่อมาคู่กรณีมามอบตัว
ตนเองสอบถามตำรวจหลายคนซึ่งบอกไม่ตรงกัน บางคนก็บอกมาช่วงบ่าย บางคนก็บอกมาช่วงเช้า พอตนเองได้คุยกับคู่กรณี บอกตนเองว่าขับรถมาเองที่โรงพักตอน 08.00 น. ทำให้เกิดความสงสัยว่าถ้ามาช่วง 08.00 น. ทำไมจึงไม่มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ไว้ทันที ทำไมจึงปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเกือบบ่าย
ตนย้ำไปกับทางพนักงานสอบสวนว่าต้องมีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ และขอผลตรวจด้วย พร้อมทั้งขอทราบชื่อแพทย์ที่ตรวจด้วย แต่ก็ไม่มีเอกสารเหล่านี้ให้กับตนเอง ในส่วนการดำเนินการขั้นตอนต่างๆ นั้น ทางพนักงานสอบสวนไม่เคยบอกอะไรเลย มีแต่บอกว่าจะให้ความเป็นธรรมที่สุดไม่ต้องห่วง
แต่บันทึกประจำวันที่ไปแจ้งความยังบันทึกให้ไม่หมด ทำให้เกิดความกังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม และขั้นตอนไกล่เกลี่ยนั้นยังไม่สามารถตกลงกันได้ และการลงบันทึกข้อความก็ไม่มีข้อความว่าหลบหนีจากที่เกิดเหตุ ทำให้ตนเองไม่ขอเซ็นเอกสารหลังการพูดคุย ซึ่งถกเถียงกับทางตำรวจนานเกือบครึ่ง ชม. จนสุดท้ายตำรวจจึงยอมลงให้ว่าหลบหนีจากที่เกิดเหตุ ตนเองจึงยอมเซ็น
แต่มีเพียงใบล่าสุดนี้เท่านั้น ที่ลงว่าหนีจากที่เกิดเหตุเท่านั้น แต่ใบอื่นๆรวมทั้งตอนที่มามอบตัวก็ไม่ได้ลงให้ว่าหลบหนีจากที่เกิดเหตุ ทำเหมือนว่าคู่กรณีอยู่ในที่เกิดเหตุและไม่ได้หลบหนี ตนเองจึงไม่ยอมและต้องการให้ลงในส่วนนี้ด้วยเท่านั้น ตนเองติดใจการทำงานของตำรวจเหมือนว่าจะช่วยกัน พยายามทำให้โทษเบาลง การพูดคุยกับคู่กรณีเมื่อวานที่ผ่านมา ก็พูดไม่ค่อยตรงกับเหตุการณ์จริงที่ได้ข้อมูลกับทางพนักงานสอบสวน
ทั้งยังนัดมาคุยอีกเดือนหน้าก็ไม่มีการระบุวัน เหมือนจะปล่อยให้เงียบไปเฉยๆ ซึ่งตามจริงจะต้องมีการระบุวันนัดคุยกันอย่างชัดเจน หลังเกิดเหตุนั้น ตนเองวิ่งเรื่องทางคดีทั้งหมดโดยทางครอบครัวแฟนรับทราบ เพราะต้องการให้เกิดความเป็นธรรม ตอนนี้ต้องแยกเป็น 2 ส่วน
ในส่วนการเยียวยานั้น ทางคู่กรณีก็ต้องมารับผิดชอบกับครอบครัวผู้เสียชีวิตตามความเหมาะสม ในทางคดีนั้นขอให้ทางตำรวจดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะส่วนตัวมองว่า คนเป็นตำรวจไม่ควรมีพฤติกรรมเช่นนี้ เพราะหากวันเกิดเหตุคู่กรณีอยู่ช่วยเหลือแฟนสาวของตนเอง จนสุดความสามารถตนเองก็พอจะพูดคุยไกล่เกลี่ยได้ แต่เป็นตำรวจชนแล้วหลบหนีตนเองไม่ยอม ขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด
นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวยังพบว่าคู่กรณีที่เป็นตำรวจนั้น เคยมีประวัติเรื่องพฤติกรรมเมาสุราในเวลาราชการ ซึ่งเคยมีข่าวไปก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือน เม.ย.2567 ที่ผ่านมา โดยมีคลิปเหตุการณ์เมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2567 ที่ผ่านมา ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านเป็ด ได้ช่วยกันแยก จ่าแซม ออกมาจากกลุ่มวัยรุ่น หลังจากมีปากเสียงทะเลาะกันบริเวณหน้า สภ.บ้านเป็ด
โดยที่จ่าแซม ได้อยู่ในอาการเอะอายโวยวายด่ากับกลุ่มวัยรุ่น หาว่าวัยรุ่นไปขโมยของ ทำให้เพื่อนร่วมงานต้องแยกจ่าแซมออกมาสงบสติอารมณ์ กระทั่งต่อมามีคลิปเหตุการณ์จ่าแซมตะโกนด่าเจ้าของร้านอาหารฝั่งตรงข้ามโรงพัก เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2567 ด้วยถ้อยคำหยาบคายย เสียๆ หายๆ ต่อเจ้าของร้าน และยังระรานในร้านจนลูกค้าไม่กล้าเข้ามานั่งรับประทานอาหาร ทำให้ร้านอาหารได้รับความเดือดร้อน
ซึ่งทาง ผกก.สภ.บ้านเป็ดได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงไปแล้วในขณะนั้น และในส่วนของการทำงานของจ่าแซมนั้น เป็นผู้ช่วยพนักงานสอบสวน ไม่ต้องพกพาอาวุธปืน เพราะลักษณะงานที่ได้รับมอบหมายไม่ต้องใช้ปืน ส่วนปัญหากับเพื่อนร่วมงานนั้น ไม่ปรากฎว่ามีในลักษณะที่มีเรื่องมีราวกัน



