ข่าว

สุดทนเพื่อนบ้านมหาภัย ปาหินใส่หลังคาบ้านนับร้อยก้อน พบหลักฐานคาตา

สุดทนเพื่อนบ้านมหาภัย ปาหินใส่หลังคาบ้านนับร้อยก้อน พบหลักฐานคาตา

06 ส.ค. 2567

หนุ่มสุดทนเพื่อนบ้านมหาภัย ปาหินก้อนใหญ่ใส่หลังคาบ้าน ระรานไม่เลิกนานนับปี ติดกล้องวงจรปิดจับผิด พบหลักฐานคาตา ร้องเพจสายไหมต้องรอด เข้าช่วยเหลือ

ร้องเพจสายไหมต้องรอด

6ส.ค.2567 นายทนงศักดิ์ เจ้าของบ้านพักหลังหนึ่ง ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ย่านประเสริฐมนูกิจ 27 แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กทม. เข้าขอความช่วยเหลือกับ เพจสายไหมต้องรอด หลังถูกเพื่อนบ้าน ปาหิน ใส่บ้านนับไม่ถ้วน

 

โดยนายทนงศักดิ์ เปิดเผยว่า บ้านอยู่ในซอย 226 แต่บ้านผู้ก่อเหตุอยู่ในซอย 228 อยู่หลังบ้านพอดี ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ได้ยินเสียงดังบางอย่างมากระทบกับหลังคาบ้าน แต่ไม่ได้สนใจอะไร เพราะคิดว่าน่าจะเป็นเศษฝุ่นหินที่ปลิวมากระเด็นโดนหลังคาบ้านตามปกติ จนกระทั่งช่วงเดือน เม.ย.2567 ที่ผ่านมา ตนสังเกตเห็นว่า หลังคาของบ้านเกิดรั่ว จึงได้เรียกช่างมาซ่อมแซม ทันทีที่ช่างขึ้นไปบนหลังคาก็พบว่า มีก้อนหินเป็นจำนวนมาก และมีน็อตเหล็กบางส่วนกองอยู่บนหลังคาบ้าน

เลยเดินเข้าไปพูดคุยกับเพื่อนบ้านบริเวณโดยรอบ ทุกบ้านก็บอกว่าโดนเหมือนกัน จนกระทั่งได้มาพูดคุยกับบ้านหลังนี้ ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นบ้านผู้ก่อเหตุหรือไม่ แต่ตนสังเกตเห็นว่า มีกองหินที่มีลักษณะคล้ายหินอยู่บนหลังคาบ้านตน กองอยู่หน้าบ้านเขา ก็เลยขอเข้าไปพูดคุยกับคนที่อยู่ในบ้านหลังนั้น ปรากฏว่า มีพ่อของผู้ก่อเหตุเดินออกมาคุย แล้วก็พูดบ่ายเบี่ยงประมาณว่า แถวนี้ไม่มีใครเขวี้ยงหินหรอก บ้านตนก็โดนเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร

 

แล้วหลังจากนั้นก็สังเกตเห็นว่า บ้านของตนถูกปาหินเกือบทุกวัน มักจะมีการปาหินในช่วงประมาณตี 5 และประมาณ 1 ทุ่มกว่า ๆ เชื่อว่า น่าจะเป็นบ้านข้างหลังของตนแน่ ๆ เลยตัดสินใจเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.โคกคราม เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2567 แต่ตำรวจอ้างว่าทำอะไรไม่ได้ เนื่องจากไม่มีภาพวงจรปิดหรือพยานหลักฐานเพียงพอ

 

หลังจากนั้น ตัดสินใจติดกล้องวงจรปิด โดยต้องขอความร่วมมือติดตั้งกล้องวงจรปิดจากเพื่อนบ้าน บริเวณโดยรอบที่ถูกปาหินเหมือนกัน โดยทันทีที่ติดกล้องนั้น คนในบ้านผู้ก่อเหตุก็ออกมาโวยวายว่า ไม่ให้หันกล้องมาที่บ้านเขา จึงได้แต่หันไปออกไปทางถนน โดยรวมกว่า 7 ตัว แต่ก็สามารถจับภาพบริเวณด้านหน้าบ้านผู้ก่อเหตุได้

 

โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ส.ค.2567 สามารถจับภาพได้ชัดว่า ผู้ก่อเหตุนั้นได้เดินออกมาหน้าบ้านทำท่าสูบบุหรี่แล้วคลุมรถ ก่อนที่จะหยิบหินที่อยู่ที่กองบริเวณหน้าบ้านปาใส่บ้านของตน ช่วงเวลาประมาณ 19.42 น.ซึ่งถือเป็นภาพยานหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด

 

นายทนงศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนและภรรยาอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้มากกว่า 20 กว่าปี และไม่เคยมีปัญหากับใคร โดยเฉพาะบ้านผู้ก่อเหตุ ซึ่งบ้านผู้ก่อเหตุนั้นเพิ่งอาศัยไม่ถึง 10 ปี ตัวผู้ก่อเหตุน่าจะเป็นชายอ้วนท้วม อายุประมาณ 40 ปี โดยตลอดที่ผ่านมา ภาพวงจรปิดก็สามารถจับภาพตัวผู้ก่อเหตุที่มีพฤติกรรมชอบเดินไปเดินมาคล้ายว่าทำทีดูจุดที่จะปาหินใส่ คาดว่าพ่อแม่อาจจะไม่เคยรู้พฤติกรรมของชายคนนี้

 

แต่ก็ไม่เคยให้ความร่วมมือกับเพื่อนบ้านในการพูดคุย โดยเฉพาะบ้านของตน ตัวผู้ก่อเหตุทราบว่ามีลูก แต่คิดว่าตัวผู้ก่อเหตุอาจจะมีปัญหาทางจิต เพราะเคยมีประวัติโชว์ก้นใส่กล้องวงจรปิด (ภาพวงจรปิด วันที่ 28 ก.ค.2567 เวลา 18.14 น. อีกทั้งเพื่อนบ้านบริเวณโดยรอบของบ้านผู้ก่อเหตุก็พูดตรงกันว่า บ้านหลังนี้นั้น ค่อนข้างมีอาการทางจิตและมีปัญหากับเพื่อนบ้านบ่อย รวมทั้งคนในบ้านหลังนั้นก็มักจะพูดคุยกันด้วยถ้อยคำหยาบคายเป็นประจำ

 

ทั้งนี้ นายทนงศักดิ์ ได้ฝากไปถึงพ่อแม่ของผู้ก่อเหตุว่า ถ้าลูกป่วยก็ให้เอาไปรักษา ก่อนที่จะมีเหตุการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ เพราะทุกคนมีขีดจำกัดความอดทนที่แตกต่างกันออกไป จึงอยากให้พ่อแม่ช่วยดูแลผู้ก่อเหตุเป็นพิเศษ

 

ด้านนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะประสานไปยังผู้กำกับการ สน. โคกคราม ให้เร่งรัดคดี และให้พิจารณาดำเนินคดีต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งในช่วงบ่ายวันนี้ผมจะลงพื้นที่ร่วมกับ สน. โคกคราม เพื่อเข้าไปเจรจากับบ้านผู้ก่อเหตุ เพื่อให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าวเพราะถ้าหากพลาดไปโดนใครอาจทำให้มีคนได้รับบาดเจ็บหรือถึงขั้นร้ายแรงจนถึงเสียชีวิตได้

 

ต่อมาทีมข่าวลงพื้นที่มายังจุดเกิดเหตุ พบว่าบ้านของผู้ก่อเหตุไมีการปิดล็อก และไม่มีใครอยู่ภายในบ้าน

 

ขณะที่เพื่อนบ้านหลายๆคนให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันว่า ถูกผู้ก่อเหตุใช้สารพัดสิ่งของขว้างปาใส่หลังคาบ้านมาหลายครั้ง แต่เคราะห์ดีที่บ้านของตนไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่ติดใจเอาความแต่อย่างใด

 

แต่ที่ผ่านมาตนก็เคยมีการพูดคุยกับครอบครัวของผู้ก่อเหตุ ก็เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ผู้ก่อเหตุเคยประสบอุบัติเหตุจนต้องเข้ารับการผ่าตัดทางสมอง พร้อมกับกำชับไว้ว่าถ้าหากผู้ก่อเหตุขี่รถจักรยานยนต์หรือเดินผ่านหน้าบ้าน ก็ห้ามสบตาโดยเด็ดขาดเพราะจะทำให้ผู้ก่อเหตุเกิดความรู้สึกไม่พอใจ

 

ด้าน พ.ต.ท.ประภาส หินซุย สารวัตรป้องกันและปราบปราม สน.โคกคราม ชี้แจงว่า ที่ผู้เสียหายเข้าใจผิดคิดว่าคดีไม่มีความคืบหน้านั้น เนื่องจากทางพนักงานสอบสวนอยากให้ผู้เสียหายไปหาเวลาที่เกิดเหตุที่แท้จริงเสียก่อน พอทราบเวลาเกิดเรื่องแล้วก็จะดำเนินการต่อไปได้

 

โดยหลังจากนี้จะมีการเริ่มสอบปากคำ พร้อมทั้งพิจารณาออกหมายเรียกผู้ก่อเหตุมารับทราบข้อกล่าวหา ถ้าหากไม่มาก็จะออกหมายจับต่อไป

 

ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยของผู้เสียหายหลังจากนี้นั้น จะส่งตำรวจสายตรวจมาเฝ้าสังเกตการณ์ ถ้าหากเจอผู้ก่อเหตุ ก็อาจจะรวบตัวในทันที