ข่าว

คุกอ่วม125ปี 'ตำรวจหญิง' อมเงินประกันตัว

อ่วม ศาลสั่ง 'จำคุก125ปี' ตำรวจหญิง 'อมเงินประกันตัวผู้ต้องหา' ชี้เบียดบังเอาเงินไปโดยทุจริตรวมจำนวน25ครั้ง

วันที่ 30พ.ค.2567 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำพิพากษา คดีทุจริตเบียดบังทรัพย์  ที่ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ร.ต.อ.หญิง จิรัฏฐ์อร อายุ 47 ปี ตำรวจหญิง อดีตรองสารวัตรธุรการ สน.วังทองหลาง เป็นจำเลย ฐานเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเอง หรือของผู้อื่นโดยทุจริต และ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ในคดีที่อัยการฟ้องว่า  ขณะ ตำรวจหญิง ดำรงตำแหน่ง รองสารวัตรธุรการ(รองสว.ธุรการ) สน.วังทองหลาง ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการเก็บรักษาเงิน  รับเงินประกันตัวผู้ต้องหาจำนวน 25 กรรม แต่ไม่ได้นำเงินเข้าฝากธนาคารเป็นเงินรวม 720,000 บาท

 

ต่อมามีการตรวจสอบระบบการเงินพบว่า เงินสูญหายระหว่างที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ตำรวจหญิง คนดังกล่าว และ ตำรวจหญิง ยินยอมนำเงินคืน 450,000 บาท

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตำรวจหญิง ซึ่งเป็นจำเลย เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ เมื่อพนักงานสอบสวนนําเงินประกันตัวผู้ต้องหามาส่งมอบให้จำเลย จำเลยมีหน้าที่นําเงินฝากเข้าบัญชี หรือให้เจ้าหน้าที่การเงินอื่นฝากแทนได้

 

โดยในวันที่ได้รับเงินนั้น กรณีที่ไม่สามารถฝากทันภายในวันนั้น ให้รวบรวมเงินเก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยที่สถานีตำรวจนั้นก่อน แล้วนำฝากในวันที่ธนาคารเปิดทำการวันแรกตามระเบียบกระทรวงการคลัง โดยต้องนําใบรับฝากเงินที่ธนาคารออกให้มาลงบัญชีคุมการนําฝากเพียงผู้เดียว

 

และต้องทำการสรุปยอดรายวัน ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของจำเลย แล้วเสนอผู้กํากับการเพื่อตรวจสอบลงลายมือชื่อรับรอง และนํามาเก็บไว้ที่ห้องการเงิน

 

แต่ปรากฏว่าไม่มีการนําฝากเข้าบัญชีธนาคาร มีพยานพบเห็นธนบัตรปึกเงินประมาณ 200,000 บาท ที่จำเลยเก็บไว้ในตู้เหล็กที่ห้องทำงานเป็นเวลานาน เมื่อตรวจสอบพบโดยสำนักตรวจสอบภายในและสำนักตรวจเงินแผ่นดินพบว่า เงินขาดหายและนำเข้าไม่ตรงวันและตรงจำนวน จำเลยจึงนำเงินเข้าบัญชีในภายหลัง

 

การกระทำของจำเลยเป็นการเบียดบังเงินดังกล่าวไปเป็นของตนเองโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเอง หรือของผู้อื่นโดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

 

 

พิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน  ให้ลงโทษทุกกรรมตามความผิด รวม 25 กระทง จำคุก กระทงละ 5 ปี รวม จำคุก125ปี

 

ทางนำสืบของจำเลยมีประโยชน์แก่การพิจารณาบ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม เหลือจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน คงจำคุกรวม 75 ปี 100 เดือน

 

แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสิ้นไม่เกิน 50 ปี  จึงให้จำคุกจำเลยรวม 50 ปี  พร้อมให้จำเลยชดใช้คืนเงินค่าเสียหาย แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นเงิน 270,000 บาทด้วย