ข่าว

เมีย CEO เผยตัวครั้งแรก เข้าให้ปากปมสามีเคยถูกลอบยิง ยืนยันไม่เกี่ยวข้อง

เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

เมีย CEO เข้าให้ปากคำ ผกก.วังทองหลาง ปมสามีเคยถูกลอบยิง ก่อนต่อมาพบเสียชีวิตบ้านเมียที่ จ.สารคาม ยืนยันไม่เกี่ยวข้องทั้ง 2 เหตุการณ์ แจงแยกกันอยู่ เพราะแพทย์แนะนำ สามีโมโหร้าย หวั่นไม่ปลอดภัย

คุณมด ภรรยาของนายพิชิต หรือ ต้น เจ้าของธุรกิจสอนนวดแผนไทย ที่เสียชีวิต พร้อมด้วย มีนายอนุสรณ์ อะสุระพงษ์ หรือทนายพัฒน์ (ทนายเมียหลวง) เข้าพบ พ.ต.อ.เจษฎา ยางนอก ผู้กำกับการ สน.วังทองหลาง เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมในคดีที่ผู้เสียชีวิตถูกลอบยิงเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา

 

คุณมดให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังถูกโยงถึงเหตุดังกล่าวว่า ช่วงเย็นวันนั้นเธอ ลูก และสามี นัดกันไปทานข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง หลังจากนั้น สามีก็ได้ชวนไปเที่ยนสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง แต่เธอไม่ได้เดินทางไปด้วย เพราะสามีมีพฤติกรรมที่เมาแล้วชอบโมโหร้าย จึงทำให้เธอขอตัวกลับไปที่คอนโดพร้อมกับลูกสาว ส่วนสามีได้ออกไปเที่ยวต่อเพียงแค่คนเดียว

หลังจากนั้นมาทราบเหตุการณ์ตอนที่สามีโทรมาบอกว่าถูกลอบยิง แต่สามียังไม่ได้แจ้งความกับตำรวจ เพราะกลัวจะโดนข้อหาเมาแล้วขับ จึงได้นัดกันไปเจอที่บ้านย่านพัฒนาการ ก่อนจะเดินทางมาแจ้งความกับตำรวจที่ สน.วังทองหลาง พร้อมกันในคืนวันเกิดเหตุ ซึ่งในคืนนั้นเธอก็อยู่กับสามีจนถึงช่วงตีสี่ของอีกวัน

 

ส่วนสาเหตุที่ถูกลอบยิงมาจากอะไร ก่อนหน้านี้มีปัญหาทะเลาะอะไรกับใครหรือไม่ แม้ตอนนั้นสามีจะดูเหมือนอยู่ในอาการเมาสุรา แต่ก็พอที่จะพูดจารู้เรื่อง ซึ่งสามีก็บอกว่าไม่ทราบเช่นกัน แต่ที่ผ่านมาเธอเองก็ยอมรับว่าเวลาที่สามีเมาแล้วจะเปลี่ยนเป็นคนละคน ก็ไม่รู้ว่าจะไปมีปัญหากับใครหรือไม่ รวมถึงเรื่องผู้หญิงที่ก่อนหน้านี้สามีก็แอบไปคุยกับคนอื่น ก็ไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากผู้หญิงหรือไม่

 

คุณมด ยอมรับว่า ไม่ผิดที่คนสงสัย แต่ตนจะทำไปเพื่ออะไร เพราะเค้าเป็นพ่อของลูก แม้เราจะแยกกันอยู่ เพราะผลทางการแพทย์ แพทย์แนะนำให้แยกกันอยู่จนกว่าสามีจะมีอาการหายจากโมโหร้าย ตนและลูกๆ จึงออกมาเช่าคอนโดอยู่ แต่มีการติดต่อกันตลอด ซึ่งเวลาสามี ไม่เมา จะเป็นคนน่ารัก เฟรนลี่ และยังไม่เคยทำร้ายตน แต่ตนกลัว จึงย้ายออกมาก่อน เพราะหลังๆอาการหนักขึ้น ไปทานข้าวแสดงพฤติกรรมทุบโต๊ะต่อหน้าคนอื่น 
 

ส่วนเหตุการณ์ที่สามีเสียชีวิตที่บ้านของเธอในจังหวัดมหาสารคาม คุณมดยอมรับว่า เธอเป็นคนส่งตั๋วเครื่องบินให้กับสามีจริง เนื่องจากในวันที่ 14 เมษายน ได้พูดคุยกันว่าจะเดินทางมาเที่ยวกันที่บ้านของเธอในช่วงสงกรานต์ เนื่องจากสามีบอกว่าคิดถึงเธอกับลูก และส่งตั๋วเครื่องบินให้เนื่องจากไม่อยากให้สามีขับรถมาเอง เพราะเพิ่งผ่านเหตุการณ์ที่ถูกลอบยิง เมื่อมาถึงน้าของตนไปรับ ระหว่างทางน้าบอก สามีมีแวะกินข้าวและดื่มมาบ้าง พอมาถึงบ้านด้วยธรรมเนียมของชาวอีสาน ก็จะมีการล้อมวงสังสรรค์ และดื่มเหล้ากันเป็นธรรมดา โดยเธอสังเกตเห็นว่าในคืนนั้นสามีดื่มเหล้าไปประมาณ 2 ขวด 

 

หลังจากสังสรรค์กันเสร็จ ก็มีการแยกย้ายกัน โดยสามีบอกว่าจะไปนอนที่รีสอร์ท แต่ในคืนนั้นสามีไม่มีรถ จะให้น้าไปส่ง น้าก็เมาแล้ว ทางครอบครัวของเธอจึงพยายามเกลี้ยกล่อมให้สามีนอนที่บ้าน ตนจึงให้นั่งหน้าบ้านก่อน พอเวลาผ่านไปสักพักก็เห็นว่าสามีนอนกรนไปแล้ว แม่ของเธอจึงได้นำพัดลมและผ้าห่มมาให้ ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน กระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น พบสามีนอนเสียชีวิตอยู่ที่หน้าบ้าน ซึ่งตอนนั้นเท่าที่เธอเห็นร่างของสามีเหมือนคนนอนหลับปกติ ตามร่างกายไม่ได้มีบาดแผล

 

หลังจากทราบว่าสามีเสียชีวิตก็ได้แจ้งตำรวจมาตรวจสอบ พร้อมแจ้งญาติของเขาให้ทราบทันที จากนั้นในวันที่ 17 เมษายน ญาติของสามีก็ได้เดินทางมาที่จังหวัดมหาสารคาม ในขณะนั้นทางญาติสามีไม่ได้แสดงความสงสัย หรือเรียกร้องอยากให้ส่งร่างของสามีไปชันสูตร และขอยืนยันว่าสิ่งที่ญาติสามีออกมาให้ข่าวว่า เธอไม่อยากชันสูตรเพราะกลัวจะพบสารเสพติด แล้วจะได้รับเงินประกัน เธอไม่ได้เป็นคนพูดออกจากปากอย่างแน่นอน

 

สำหรับเรื่องสภาพศพที่ทางครอบครัวสามีบอกว่าสีดำคล้ำผิดปกติ คุณมด กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้สงสัยเรื่องสภาพศพ เพราะวันที่ 2 ที่สามีเสียชีวิต มีการบรรจุศพไว้ในโรงเย็น ปรากฎว่า ศพเริ่มส่งกลิ่นเหม็น แล้วต่อมาร้านโลงศพก็ได้นำโลงเย็นมาเปลี่ยน และแจ้งว่า โลงไม่เย็น ประกอบกับจุดที่ตั้งโลงมีแดดส่องทั้งวัน จึงอาจส่งผลต่อสภาพศพ /ในระหว่างร้านโลงศพ นำโลงมาเปลี่ยนครอบครัวของสามีก็อยู่ในเหตุการณ์ 

 

ทั้งนี้ตัวเองมองว่า สภาพศพที่ตัวเองเห็นในวันแรกที่สามีเสียชีวิต กับภาพที่ทางครอบครัวสามีส่งให้สื่อมวลชนนั้น แตกต่างกันมาก เพราะวันเผาศพแม้จะมีการเปิดโลงศพก่อนนำเข้าเตาเผา แต่ตัวเองก็ไม่กล้าไปเปิดผ้าดู เมื่อถามว่าแปลกใจหรือไม่ แปลกใจ  แต่ด้วยความเชื่อบ้านตน บางคนก็โดนของหรือไม่ ตนให้คำตอบไม่ได้ว่า ทำไมหน้าสามีตนเป็นแบบนั้น แต่วันแรกสภาพสามี เหทือนคนนอนหลับ มีตำรวจ มีหมอ มาพลิกศพ ไม่มีร่องรอยอะไร 

 

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเธอยืนยันว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของสามี และเธอก็ไม่รู้ด้วยว่าเพราะอะไรครอบครัวของสามีถึงออกมาเรียกร้องอะไรแบบนี้ ในทางความรู้สึกของเธอ ยอมรับเลยว่าเสียใจที่ถูกมองว่า เป็นผู้ร้าย ลูกต้องเจอคำถามแน่ๆเวลาไปโรงเรียน ใช้นามสกุลเดียวกัน ตนมูฟออนได้ แต่จิตใจลูกสาวตนนอนไม่หลับ เพราะเค้ารับรู้เหตุการณ์ตั้งแต่วันพ่อเค้าถูกลอบยิง จนวันที่พ่อเสียชีวิต และยังต้องมาเจอข่าว เจอความเห็นจากโซเชียล ตนสงสารลูกที่มีถูกมองว่า แม่เป็นจำเลย ถูกตัดสินไปแล้ว ยืนยันไม่เกี่ยวข้อง แม้แยกกันอยู่ แต่ไม่ถึงขั้นทะเลาะกันรุนแรง แม้โกรธกันแค่ไหน ก็สั่งอาหารไปให้เค้าตลอด แต่ลูกไม่อยากให้ไปเจอพ่อ เพราะเดี๋ยวพ่อจะโมโหอีก 

 

ส่วนประเด็นที่ครอบครัวของสามีโดยเฉพาะน้องสาวเขาออกมาเรียกร้อง จนถึงตอนนี้เธอยังไม่ได้คุยอะไรกับครอบครัวของสามี แต่ถ้าหากดูตามข่าวหลังๆจะเห็นว่าทางครอบครัวสามีถามแต่สมบัติ และกองมรดก ตนอยากถามกลับไปว่า กแงมรดกไม่ได้มีแค่ทรัพย์ แต่ยังมีหนี้สินด้วย ตนก็ไม่ได้บอกเค้า เธอเองก็ตั้งข้อสังเกตุ ทำไมน้องสามีถึงทราบว่าสามีของเธอมีทรัพย์สินอะไรบ้าง ตนเป็นภรรยาอยู่กินมา 18 ปี บางอย่างที่เธอก็ยังไม่รู้ แต่น้องสาวเขากลับรู้ แค่นี้ก็น่าจะเป็นคำตอบได้แล้วว่า เพราะอะไรทางครอบครัวของสามีถึงมีการออกมาเรียกร้อง

 

ด้านทนายพัฒน์ บอกเพิ่มเติมว่า วันนี้ได้รับประสานจากทางผู้กำกับสน.วังทองหลาง ให้คุณมดมาให้ถ้อยคำในคดี ที่ถูกลอบยิง วันนี้จึงมาให้ถ้อยคำเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับตำรวจที่จะสืบสวนหาตัวผู้ร้าย ทั้งนี้จากพยานหลักฐานต่างๆที่ตนเองพูดคุยกับลูกความ ทั้งตัวคุณมด ภรรยาของนายพิชิต รวมถึงลูกสาวคนโตของคุณมด ซึ่งลูกสาวก็ให้ถ้อยคำว่า อยู่กับแม่ตลอดและรู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด 

 

ส่วนคดีที่เสียชีวิตปริศนาในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามนั้น ตนเองก็พูดคุยกับคุณมด ซึ่งคดีนี้มีเจ้าหน้าที่ แพทย์ ตำรวจไปที่เกิดเหตุ รายละเอียดมีการทำสำนวนไว้ที่ สภ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม สุดท้ายอยู่ที่เจ้าหน้าที่จะว่าอย่างไร

logoline

ข่าวที่น่าสนใจ