จากกรณีการจับกุม น.ส.อิสรีย์ อินทร์ไชยา หรือ อู๋ หรือ อดีตแม่ชีอู๋ อายุ 49 ปี เจ้าสำนักสถานปฏิบัติธรรมวิปัสสนาพระพุทธสักขี ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 บ้านดงโชค ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม โดยพฤติกรรมมีการแต่งกายนุ่งห่มจีวรเลียนแบบพระสงฆ์ และอ้างตัวว่าเป็นพระยาธรรมมิกราช ทำหน้าที่ร่วมกับแก๊งที่โกนหัวแต่งกายคล้ายแม่ชี ประกอบด้วย นางดรุณี จันทะนาม อายุ 45 ปี หรือ ทองพูน หรือ พี่พอลลี่ , น.ส.ไพลิน สุนทรสุวรรณ อายุ 31 ปี หรือ การ์ตูน หรือ น้องน้ำตาล , น.ส.มะลิวัลย์ เขื่อนขันธ์ อายุ 28 ปี หรือ กาเต้ และนางกิติยา ชัยสุนิกร อายุ 46 ปี อาชีพเป็นครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอปลาปาก จ.นครพนม รวมทั้งหมด 5 คน ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน

 

 

โดยผู้ต้องหาทั้งหมดถูกส่งตัวเข้าเรือนจำกลางนครพนม ซึ่งเหล่าสาวกทั้ง 4 คนมีญาติพยายามขอยื่นประกันตัว แต่ศาลจังหวัดนครพนมไม่อนุญาต ขณะที่ น.ส.อิสรีย์ หรือ อดีตแม่ชีอู๋ เจ้าสำนักลวงโลก ยังไร้เงาญาติมาเยี่ยมไม่มีแม้แต่คนเดียว ขณะที่สถานปฏิบัติธรรมยังคงมีผู้ที่เชื่อมั่นเคารพศรัทธาในตัวเจ้าสำนักฯประมาณ 6 คน อาศัยอยู่ โดยมีน้องปลาย อายุ 34 ปี เป็นผู้ดูแล

 

 

 

 

จากการลงพื้นที่หาข้อมูลพบว่า น.ส.อิสรีย์ หรือ อดีตแม่ชีอู๋ เจ้าสำนักลวงโลก โตมาจากครอบครัวที่คนใน ต.หนองญาติเคารพนับถือ เนื่องจากพ่อเป็นอดีตข้าราชการครูที่มาจากมหาเปรียญธรรม โดยน.ส.อิสรีย์ หรือ อดีตแม่ชีอู๋ ได้หายออกจากบ้านไปอยู่ต่างจังหวัดนานหลายปี และกลับมาบ้านอีกครั้งตอนที่พ่อเสียชีวิตแล้ว ช่วงนี้เองที่ น.ส.อิสรีย์ หรือ อดีตแม่ชีอู๋ ใช้ความเป็นลูกสาวคนเล็ก (ในจำนวนพี่น้อง 4 คน) ไปหาแม่ (ปัจจุบันอายุ 85 ปี) ที่มีสติหลงๆลืมๆ โดยหลอกให้เซ็นมอบอำนาจแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก หลังจากแม่เซ็นมอบอำนาจและได้เป็นผู้จัดการมรดกตามประสงค์ น.ส.อิสรีย์ ก็ได้แอบนำใบโฉนดบ้านไปจำนองขายฝากกับนายทุนในวงเงิน 5 ล้านบาท โดยพี่น้องคนอื่นไม่รู้เรื่องมาก่อน กระทั่งเวลาผ่านไป 3 ปี นายทุนได้มาขับไล่ให้ทั้งหมดออกจากบ้าน จึงเป็นเรื่องเป็นราวฟ้องร้องกันในชั้นศาลถึงปัจจุบัน

 

 

ด้าน น.ส.อิสรีย์ หรือ อดีตแม่ชีอู๋ เจ้าสำนักลวงโลก ในปี 2557 ได้มาติดต่อขอซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าว จำนวน 7 ไร่ ในราคา 1,300,000 บาท และปลูกเป็นบ้านพักที่อยู่อาศัย จากนั้นก็ไปยื่นขอบ้านเลขที่กับผู้ใหญ่บ้าน ก่อนจะแปลงสภาพเป็นสถานปฏิบัติธรรม และ น.ส.อิสรีย์ จากบุคคลธรรมดาก็เริ่มหันมาสวมชุดขาว กระทั่งเปลี่ยนชุดมาเป็นห่มจีวรสีแดงแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ดังกล่าว และยังตั้งตนเป็นเจ้าสำนักอ้างต่อลูกศิษย์ว่าตนเองบรรลุอรหันต์แล้ว เป็นพระยาธรรมิกราช อันเป็นราชาแห่งธรรมทั้งปวงที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ในพระไตรปิฎก

 

 

ไม่นานก็เริ่มมีคนเข้ามาในสถานปฏิบัติธรรม โดยมักจะทักท้วงคนนั้นคนนี้ว่ามีเคราะห์ จะต้องมาปฏิบัติธรรมเพื่อสะเดาะเคราะห์ ระหว่างนั้นเองก็นำเอาหินกรวดที่หาได้ทั่วไป โดยอ้างว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุ มาแจกจ่ายให้ผู้หลงเชื่อนำไปขึ้นหิ้งกราบไหว้บูชา

 

 

 

ทั้งนี้ น.ส.อิสรีย์ หรือ อดีตแม่ชีอู๋ เจ้าสำนักลวงโลก ยังมีวิธีชักจูงให้คนเข้ามาในสถานปฏิบัติด้วยการแจกเงิน ตั้งแต่ 200 - 6,000 บาท และตัวละครที่เป็นสาวกก็โผล่ขึ้นมา ทั้งนางทองพูน หรือ พี่พอลลี่ , น.ส.กาเต้ , นางกิติยา , นางเพลิน และน้องการ์ตูน ที่มาจากจังหวัดชลบุรี ซึ่งทุกคนโกนหัวนุ่งห่มชุดขาวตามกฎที่เจ้าสำนักตั้งไว้ ยกเว้นนางกิติยาที่เป็นครูสอนหนังสือเพียงคนเดียว โดยทั้งหมดอ้างเป็นสะพานบุญแยกสายกันออกไปพบชาวบ้านว่ามีเทวดามาโปรด โดยจะสื่อสารผ่านพระยาธรรมิกราช ด้วยการแนะนำให้ตั้งกองสะสมบุญมีด้วยกัน 2 แบบ คือกองบุญเงินสด กองละ 2,700 - 3,000 บาท และกองบุญทองคำ กองละ 3,500 บาท ไม่เกิน 10 วันจะได้รับผลตอบแทนเพิ่มเป็นหนึ่งเท่า เช่น ลงทุน 3,000 บาทจะได้คืน 6,000 บาท หรือลงทุน 3,500 บาท จะได้ทองคำรูปพรรณ 1 สลึง โดยเฉพาะทองคำนั้นเทวดาจะเสกมาให้จากสวรรค์ จึงมีคนทดลองลงทุนกันคนละกองสองกอง และก็ได้ผลตอบแทนนั้นจริงๆ จึงทำให้เชื่อว่าเทวดามาโปรด จึงชักชวนเพื่อนหรือญาติมาร่วมลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนที่เพิ่มอีกหนึ่งเท่าตัว

 

 

ทั้งนี้ผู้ที่หลงเชื่อส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อำเภอปลาปาก และอำเภอท่าอุเทน บางคนลงทุนเป็นเงินหลายแสน รวมๆกันแล้วเกือบ 500 คน แต่ปรากฏว่าทุกคนรอเก้อ สอบถามสายสะพานบุญก็อ้างไปต่างๆนาๆ จึงเชื่อว่าถูกหลอกแน่นอนเลยรวมตัวกันไปแจ้งความที่ สภ.กุตาไก้ , สภ.ปลาปาก และ สภ.ท่าอุเทน หลังจากนั้นตำรวจก็จู่โจมจับเจ้าสำนักและสาวก ซึ่งจากการตรวจค้นในสถานปฏิบัติธรรมได้ตู้เซฟนิรภัย 3 ใบ ภายในมีเงินสด 4 หมื่นบาท โฉนดที่ดิน 3 ใบ และสมุดบัญชีธนาคารจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้กลุ่มสาวกจะรวบรวมเงินเข้าบัญชีของ น.ส.อิสรีย์ หรือ อดีตแม่ชีอู๋ เจ้าสำนักลวงโลก โดยมีน้องการ์ตูนทำหน้าที่กดเงินสดออกมามอบให้เจ้าสำนัก อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมจับกุมผู้ร่วมขบวนการเพิ่มอีกประมาณ 3 คน

 

 

 

โดย พงศ์สุคนธ์ คุณธรรมมงคล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นครพนม