จากกรณี อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เข้าร้องเรียนกับสื่อมวลชนว่า น้องสาวของตน คือนางศรัณย์ภัทร์ กาญจนสุวรรณ์ อายุ 54 ปี ซึ่งได้ไปดูดไขมันที่คลินิกชื่อดังแห่งหนึ่ง ย่านรามคำแหง เมื่อวันที่20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และได้เสียชีวิตภายในคลินิกดังกล่าว โดยช่วงเช้าที่ผ่านมา นายแพทย์ธเรศ  กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้เดินทางเข้าตรวจสอบคลินิกฯ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น


จ่อฟัน "คลินิกมรณะ" ข้อหาไม่ได้รับอนุญาต โทษคุก5ปี

ทั้งนี้ ภายหลังเข้าตรวจสอบ นายแพทย์ธเรศ อธิบดีกรม สบส. เปิดเผยว่า หลังจากที่ สบส. ได้รับข่าวว่ามีผู้เสียชีวิต จากการรับบริการดูดไขมัน จึงส่งทีมเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ จากการตรวจเบื้องต้น คลินิกแห่งนี้เปิดให้บริการประเภท ไม่รับผู้ป่วยค้างคืน  โดยอาคารของคลินิกมีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้น 3 เป็นห้องผ่าตัดขนาดเล็ก ชั้นสองเป็นชั้นที่ให้บริการเรื่องความงาม และเก็บอุปกรณ์ยา

 

จ่อฟัน "คลินิกมรณะ" ข้อหาไม่ได้รับอนุญาต โทษคุก5ปี

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า ถูกมาตรฐานตามที่มีการขออนุญาต และมีการขออนุญาตจัดทำห้องผ่าตัดขนาดเล็กด้วย ภายในห้องผ่าตัดที่เกิดเหตุ ตรวจสอบพบว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำเอาอุปกรณ์วัดสัญญานชีพ และเครื่องฟื้นคืนชีพไปเป็นพยานหลักฐานทางคดี แต่สิ่งที่ผิดกฎหมาย คือ ทางคลินิกขอใบอนุญาต  ดำเนินให้การรักษาช่วงเวลา 17.00-20.00 น. ซึ่งไม่ตรงกับเวลาที่ให้บริการผู้เสียชีวิต ที่ทางคลินิกให้บริการ เวลา 12.00-14.00 น. ทาง สบส.จึงจะดำเนินการไปแจ้งความ ข้อหา ดำเนินการประกอบกิจการสถานพยาบาลไม่ได้รับอนุญาต ตาม พรบ.สถานพยาบาล 2541 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือ ทั้งจำ ทั้งปรับ

 

จ่อฟัน "คลินิกมรณะ" ข้อหาไม่ได้รับอนุญาต โทษคุก5ปี

ในส่วนกรณีของผู้ป่วยเสียชีวิต ทาง สบส.จะทำหนังสือเชิญแพทย์ที่ดำเนินการหัตถการกับผู้เสียชีวิตไปให้ข้อมูล กับทางแพทย์สภา เพื่อพิจารณาว่า ดำเนินการไปตามมาตรฐานวิชีพหรือไม่ แต่ทางแพทย์ที่ทำการหัตถการ ได้พยายามช่วยฟื้นคืนชีพแล้ว แต่ไม่สำเร็จ แต่ในส่วนที่ลูกของผู้เสียชีวิต ตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดทางคลินิกถึงไม่ส่งผู้ตายไป รพ.อย่างเร่งด่วนนั้น ทางคลินิกชี้แจงว่า อยู่ในขั้นตอนระหว่างการส่งต่อ ซึ่งอาการของผู้เสียชีวิตในขณะนั้น อาจจะไม่เหมาะกับการเคลื่อนย้ายเอง

 

ส่วนปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้เสียชีวิต ในระหว่างการดูดไขมันนั้น นายแพทย์ธเรศ ระบุว่า การดูดไขมันเป็นหัตถการรักษาที่มีความเสี่ยง ซึ่งเสี่ยงตั้งแต่การใช้ยา เพื่อทำให้คนไข้ ลดความเจ็บปวด เพราะยาบางชนิดอาจทำให้ความดันตก หรือ เกิดจากการใช้เครื่องมือสอดเข้าไป หากดูดไขมันออกในปริมานที่มากและรวดเร็ว อาจทำให้ร่างกายช็อกได้

 

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้น จะยังไม่สั่งปิดสถานประกอบการ เพราะยังไม่ใช่ข้อหาร้ายแรง