14 ต.ค. 63 ศาลอาญาธนบุรี นัดอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 2 เป็นโจทก์ มีมารดาของ น.ส.ธิติมา นรพันธ์พิพัฒน์ หรือพริตตี้ลัลลาเบล ผู้เสียชีวิตเป็นโจทก์ร่วม และยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งหมดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ยื่นฟ้อง นายรัชเดช วงศ์ทะบุตร หรือน้ำอุ่น นายชัยพล พรรณนา หรือคิว นายนที สถิตพงษ์สถาพร หรือตี๋ น.ส.พิกุลทอง บุญภา หรือเฟิร์ส นายกฤษฎา โลหิตดี หรือโนบิ และนายโกเศศ ฤทธิ์นิธิฤกษ์ หรือปิงปอง เป็นจำเลยที่ 1-6 กรณีถูกกล่าวหาว่าสมคบกันกระทำความผิดฐานซ่องโจร โดยจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานอนาจร พาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังถึงแก่ความตาย โดยจำเลยที่ 2-6 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดดังกล่าว เบื้องต้นจำเลยทั้ง 6 รายให้การปฏิเสธ คดีกักขังหน่วงเหนี่ยวพริตตี้ลัลลาเบลจนถึงแก่ความตาย

ศาลสืบพยานฝ่ายโจทก์และจำเลยรวม 36 ปาก วินิจฉัยสรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยทั้ง 6 ราย โดยมีพยานฝ่ายโจทก์เบิกความยืนยันในชั้นศาล สอดคล้องกับคำให้การในชั้นพนักงานสอบสวน ภาพจากกล้องวงจรปิด คลิปวีดีโอจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้ง 6 ราย บันทึกการสนทนาในแอปพลิเคชั่นไลน์ รายงานผลการสืบสวนพฤติกรรมของบุคคล บันทึกการชี้ของตัวพยาน ซึ่งกระทำทันทีหลังเกิดเหตุ ผลการชันสูตรพลิกศพ และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ น่าเชื่อ และรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำอนาจารผู้ตาย โดยใช้กลอุบายหลอกล่อให้ผู้ตายดื่มสุราในปริมาณมาก เพื่อให้ผู้ตายหมดสติอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และได้พาผู้ตายซึ่งหมดสติขึ้นรถยนต์ไปที่คอนโดของจำเลยที่ 1 โดยมีเจตนาที่จะล่วงละเมิดทางเพศผู้ตาย

ทั้งพยานโจทก์ปากนายแพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพให้ความเห็นว่า ผู้ตายเสียชีวิตในช่วงเวลา 15 นาฬิกา ถึง 19 นาฬิกา สาเหตุการตายเกิดจากภาวะการหายใจล้มเหลวอันเนื่องจากพิษของเอทิลแอลกอฮอล์ (เอทานอล) อย่างฉับพลัน ผู้ตายมีปริมาณเอทานอลในเลือดสูงถึง 431.76 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เป็นปริมาณที่มากกว่าการดื่มสุราตามปกติ ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้ แต่หากมีการนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาก็สามารถที่จะช่วยชีวิตได้ ประกอบกับผู้ตายสวมใส่นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ ซึ่งจับการทำงานของหัวใจได้ว่ามีเลือดไหลเวียนครั้งสุดท้ายในเวลา 17.10 นาฬิกา โดยนาฬิกาจะตั้งการตรวจจับไว้ทุก 10 นาที

เชื่อว่าผู้ตายถึงแก่ความตายในระหว่าง เวลา 17.10 ถึง 19 นาฬิกา ระหว่างที่จำเลยที่ 1 พาผู้ตายขณะหมดสติไปยังห้องในคอนโดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นได้ว่าผู้ตายอาจจะได้รับอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย

ส่วนจำเลยที่ 2 ถึง จำเลยที่ 6 เคยเข้าร่วมงานเลี้ยงในลักษณะนี้มาก่อน รู้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนามอมเหล้าผู้ตาย แต่ไม่ขัดขวางห้ามปราม กลับชักชวนให้ผู้ตายดื่มสุรา และยอมให้จำเลยที่ 1 พาผู้ตายซึ่งหมดสติออกไปจากงานเลี้ยง การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึง จำเลยที่ 6 ดังกล่าวถือว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการพาผู้ตายไปเพื่อการอนาจาร และในการที่ จำเลยที่ 1 หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตายซึ่งอยู่ในสภาพหมดสติมีอาการโคม่าแต่จำเลยที่ 1 กลับไม่พาไปรักษาที่โรงพยาบาล จำเลยที่ 2 ถึง จำเลยที่ 6 จึงเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิด
 

การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานกระทำอนาจาร ฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังถึงแก่ความตาย ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าว จำเลยที่ 1 กระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกัน โดยมีเจตนาเพื่อกระทำอนาจารและล่วงละเมิดในทางเพศผู้ตาย โดยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังถึงแก่ความตายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักสุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90

ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 6 เป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว สำหรับฐานซ่องโจร โจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้เห็นว่า จำเลยทั้งหกสมคบหรือตกลงจะกระทำความผิดแต่อย่างใด จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึง จำเลยที่ 6 เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ยกฟ้องในความผิดฐานซ่องโจร

ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุก 8 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 6 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานดังกล่าว ให้จำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม จำนวน 748,660 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก