เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2563 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปที่บ้านของแม่ปุ๊กในย่าน ถ.เทิดราชัน แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ แต่ไม่พบว่ามีใครอยู่บ้าน จึงสอบถามจากเพื่อนบ้านข้างเคียงพบว่าคนในบ้านออกไปทำงานตั้งแต่เช้าแล้ว

 

นอกจากนี้เพื่อนบ้านที่อยู่ละแวกเดียวกันได้ให้ข้อมูลว่า พ่อของแม่ปุ๊กน่าจะออกไปทำงานตามปกติ ส่วนแม่ของแม่ปุ๊กนั้นป่วยเป็นเบาหวานและความดัน หลังที่เกิดเรื่องขึ้นเกิดความเครียด เสียใจ คาดว่าญาติน่าจะพาไปอยู่ที่อื่นแล้ว

 

ทั้งนี้เพื่อนบ้าน ยังเปิดเผยอีกว่า ที่ผ่านมาตนไม่เคยได้ยินว่าครอบครัวของแม่ปุ๊กจะมีปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้ก็มีขนาดเล็ก ชาวบ้านหลายหลังต่างก็รู้จักกันหมด รู้ว่าทางบ้านแม่ปุ๊กมีอัธยาศัยดี แต่หลังจากที่น้องอมยิ้ม ลูกคนโตเสียชีวิต ที่บ้านก็เริ่มเก็บตัวและไม่เหมือนเดิม ในฐานะเพื่อนบ้านเข้าใจว่าทางบ้านเขาคงเสียใจที่ลูกเสียชีวิต หากมองโดยรวมแล้วก็เป็นครอบครัวที่น่าอิจฉา เพราะตายายแม่ลูกต่างก็รักใคร่กันดี

 

 

 

เมื่อก่อนช่วงดึกเวลาน้องอมยิ้มป่วยจนตัวซีด ตนก็ขับรถพาไปส่งที่ รพ.ภูมิพล ตัวแม่ปุ๊กก็ร้องห่มร้องไห้ เพราะตัวน้องอมยิ้มจะมีอาการเจ็บป่วยมากกว่าน้องอิ่มบุญ ซึ่งจะเล่นจนเหงื่อออกไม่ได้ ต้องคอยไปๆ กลับๆโรงเรียน แต่เด็กทั้งสองคนก็ร่าเริงดี ส่วนกระแสที่ว่าเด็กทั้งสองนั้นเป็นลูกแท้ๆของแม่ปุ๊กเองหรือไม่นั้น สำหรับน้องอมยิ้มทราบว่าไปรับมาเลี้ยง แต่กับน้องอิ่มบุญคนเล็กนั้น ทราบว่าเป็นลูกแม่ปุ๊กเอง แต่ไม่ทราบเลยว่าเคยตั้งครรภ์หรือไม่ เพราะแม่ปุ๊กเป็นคนลักษณะท้วมๆ ที่ผ่านมาจึงสังเกตเห็นไม่ชัดเจน

 

เพื่อนบ้านไม่เชื่อ "แม่ปุ๊ก" วางยาลูก ยันอัธยาศัยดี

 

"ก่อนหน้านี้ทราบว่าแม่ปุ๊กเพิ่งมีปัญหาเกี่ยวกับหนี้สินต่างๆ ตอนช่วงน้องอมยิ้มป่วย จนต้องมาขายของออนไลน์จำพวกเสื้อผ้าเด็กและขนมกล้วยฉาบ จนมีคดีความเรื่องฉ้อโกง มีผู้เสียหายบางรายเข้ามาเจรจากันบ้างแล้วก่อนถูกตำรวจจับ แต่ก็ไม่เห็นว่าครอบครัวแม่ปุ๊กจะมีทรัพย์สินหรือใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่า ทราบว่าเคยมีรถยนต์เมื่อหลายปีก่อน แต่ก็ถูกยึดไปแล้ว" เพื่อนบ้านเผย

 

เพื่อนบ้านไม่เชื่อ "แม่ปุ๊ก" วางยาลูก ยันอัธยาศัยดี