ศาลอาญา กรุงเทพใต้ นัดพิพากษา 9 โมงเช้า อ่านออนไลน์ให้ "บรรยิน" ฟังในเรือนจำ ส่วนจำเลยอื่นได้ประกันต้องมาฟังที่ศาล พี่สาวเสี่ยชูวงษ์ พร้อมฟังตัดสิน

 

               วันที่ 19 มี.ค.2563 - นางวันเพ็ญ ธนธรรมสิริ พี่สาวของนายชูวงษ์ หรือเสี่ยจืด แซ่ตั๊ง เปิดเผยถึงกรณีที่วันพรุ่งนี้ (20 มี.ค.) ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดฟังคำพิพากษาโอนหุ้นนายชูวงษ์ โดยมิชอบที่อัยการและครอบครัว เป็นโจทก์ร่วมยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ กับพวกรวม 4 คนว่า ตนจะไปร่วมฟังคำพิพากษาตามนัดหมายอย่างแน่นอน จะไปรอฟังข่าวดีที่เราเรียกร้องความเป็นธรรมมา คดีนี้ 4 ปีกว่าแล้ว เพิ่งถึงศาลชั้นต้น สำหรับมูลค่าหุ้นในคดีนี้นั้ มีจำนวนกว่า 300 ล้านบาท มูลค่าปัจจุบันก็มากกว่า 400-500 ล้านบาทไปแล้ว

 

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีดังกล่าาว ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 กำหนดนัดอ่านคำพิพากษาคดีปลอมเอกสารโอนหุ้นของนายชูวงษ์ หรือเสี่ยจืด นักธุรกิจรับเหมาหมื่นล้านวัย 50 ปี ในวันพรุ่งนี้ (20 มี.ค.) เวลา 09.00 น. ซึ่งศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้แจ้งประชาสัมพันธ์ต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับข้้นตอนปฏิบัติในการอ่านคำพิพากษาว่า

 

               1. ท่านที่จะเข้าฟังการอ่านคำพิพากษาที่ศาล ขอให้ลงทะเบียน แต่ในส่วน พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 3 ไม่ได้เบิกตัวมาที่ศาล โดยศาลจะใช้การอ่านคำพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ฟังผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังเรือนจำที่คุมขังอยู่ แต่จำเลยอื่นที่ได้รับการประกันตัว ต้องเดินทางมาศาล

 

               2. กรณีการคัดกรองป้องกันแพร่ระบาดเชื้อโควิด จะตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าศาล และมีเจลล้างมือบริการ พร้อมแนะนำให้ใส่หน้ากากอนามัยทุกท่าน 3. สำหรับคำพิพากษา ศาลอาญากรุงเทพใต้ จะจัดเตรียมสรุปย่อผลคำพิพากษาส่งให้ทีมงานโฆษกศาลยุติธรรมเพื่อส่งให้สื่อมวลชนต่อไป ถ้าไม่จำเป็นจึงไม่ต้องเดินทางไปที่ศาล

 

               ทั้งนี้สำหรับจำเลยทั้งหมดนั้นได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณา โดย น.ส.กัญฐณาหรือน้ำตาล อดีตพริตตี้ จำเลยที่ 1 ประกัน 5 ล้านบาท , น.ส.อุรชา หรือป้อนข้าว อดีตโบรกเกอร์ จำเลยที่ 2 ประกัน 3 ล้านบาท และ พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 3 ประกัน 5 ล้านบาท พร้อมกับมีเงื่อนไขห้ามออกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลด้วย

 

               แต่เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2563 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้มีคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตการปล่อยชั่วคราว พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 3 ในคดีโอนหุ้นนี้ และให้ออกหมายขังจำเลยไว้ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เนื่องจากปรากฏเหตุว่าขณะนี้ พ.ต.ท.บรรยิน กำลังถูกสอบสวนคดีที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการกองปราบปราม (บก.ป) แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกับพวกรวม 6 คน ร่วมกันข่มขืนใจเจ้าพนักงานฯ , พยายามข่มขืนใจโดยร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวฯ , เป็นซ่องโจร รวม 3 ข้อหา จากที่เกิดเหตุต้นเดือน ม.ค.63 คนร้ายลักพาตัวพี่ชายของผู้พิพากษาอาวุโสเจ้าของสำนวนคดีโอนหุ้นนายชูวงษ์ เพื่อบังคับกดดันผลคดีให้ยกฟ้อง ซึ่งพี่ชายผู้พิพากษาได้เสียชีวิตระหว่างถูกลักพาตัวไป

 

               ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับคดีนี้ ทั้งอัยการและครอบครัวของนายชูวงษ์ ได้ยื่นฟ้องเข้ามาซึ่งศาลรวมพิจารณาเป็นคดีหมายเลขดำ อ.305/2561 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 เป็นโจทก์ และนางศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง อายุ 55 ปี ภรรยาของนายชูวงษ์ ในฐานะผู้จัดการมรดกสามี กับครอบครัวของนายชูวงษ์ รวม 4 รายที่เป็นผู้เสียหาย เป็นโจทก์ร่วม

 

               ยื่นฟ้อง น.ส.กัญฐณา หรือน้ำตาล ศิวาธนพล อายุ 30 ปี อดีตพริตตี้คนสนิทของ พ.ต.ท.บรรยิน, น.ส.อุรชา หรือป้อนข้าว วชิรกุลฑล (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อ น.ส.วัชรียา หรือน้ำมนต์ วัชรประยงค์วุฒิ) อายุ 29 ปี เจ้าหน้าที่การตลาด หรือโบรกเกอร์บริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง และคนสนิทของ พ.ต.ท.บรรยิน, พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 57 ปี อดีต รมช.พาณิชย์ และอดีต ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชาชน และ น.ส.ศรีธรา พรหมา อายุ 56 ปี มารดาของ น.ส.อุรชา เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ลักทรัพย์ และรับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 334, 335 วรรคหนึ่ง (5) (7) กับวรรคสาม, 357

 

               ซึ่งคดีนี้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2561 กรณีกล่าวหาร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและโอนหุ้น มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ของนายชูวงษ์ไปโดยมิชอบ ก่อนที่นายชูวงษ์จะเสียชีวิตจากเหตุรถยนต์หรูยี่ห้อเลกซัสสีดำ ทะเบียน ภฉ 1889 กทม. ของนายชูวงษ์ ซึ่ง พ.ต.ท.บรรยิน เป็นผู้ขับ เกิดเสียหลักไปชนกับต้นไม้ที่ริม ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ระหว่างซอย 48 กับซอย 50 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กทม. ช่วงปี 2558

 

               ซึ่งพฤติการณ์คดีได้กล่าวหา น.ส.กัญฐณา จำเลยที่ 1 ที่รู้จักกับนายชูวงษ์ กับ พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 3 ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ไปดำเนินการถอนและโอนหลักทรัพย์ของนายชูวงษ์ ต่อบริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี โอเอสเค ประเทศไทย ขณะที่ น.ส.อุรชา จำเลยที่ 2 โบรกเกอร์ซึ่งเป็นคนสนิทของ พ.ต.ท.บรรยิน นั้น ร่วมกับ พ.ต.ท.บรรยิน ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ไปดำเนินการถอนและโอนหลักทรัพย์ของนายชูวงษ์ ต่อบริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน)

 

               โดยคดีส่วนที่ นางศิริรัตน์ ภรรยาและบุตร รวม 4 คน ยื่นฟ้องนั้นกล่าวหาว่า มีการจัดทำใบขอถอน/โอนหลักทรัพย์ด้วยปากกาพิเศษที่สามารถลบได้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระงับสิทธิระหว่างนายชูวงษ์ กับบริษัทหลักทรัพย์ (AEC จก.) วันที่ 5 มิ.ย.58 จำเลยร่วมกันนำเอกสารนั้น-สำเนาบัตร ปชช.นายชูวงษ์ ไปยื่นโอนหุ้นมูลค่า 38,050,000 บาทกับบริษัทหลักทรัพย์ไปโดยทุจริต และกรณีกล่าวหาจัดทำใบขอถอน/โอนหลักทรัพย์ด้วยปากกาพิเศษที่สามารถลบได้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระงับสิทธิระหว่างนายชูวงษ์ กับบริษัทหลักทรัพย์ (RHB) วันที่ 22 มิ.ย.58 จำเลยร่วมกันนำเอกสารนั้น-สำเนาบัตร ปชช.นายชูวงษ์ ไปยื่นโอนหุ้นมูลค่า 228 ล้านกับบริษัทหลักทรัพย์ไปโดยทุจริต

 

               อย่างไรก็ดี นอกจากคดีอาญาแล้ว มูลฟ้องคดีเกี่ยวกับการโอนหุ้นของเสี่ยจืด ชูวงษ์นั้น ครอบครัวของนายชูวงษ์ ยังได้ยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งอีก 2 สำนวน ประกอบด้วยคดีหมายเลขดำ พ.1280/2559 ฟ้อง น.ส.กัญฐณา, พ.ต.ท.บรรยิน, บ.หลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กับเจ้าหน้าที่หลักทรัพย์อีก 2 ราย เป็นจำเลยที่ 1-5 ในฐานความผิด ผิดสัญญา, เพิกถอนนิติกรรมการโอนหุ้น, ติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สิน จำนวนทุนทรัพย์ 245,100,000 บาท กับคดีหมายเลขดำ พ.1409/2559 ฟ้อง น.ส.ศรีธรา, น.ส.อุรชา หรือ น.ส.วัชรียา, พ.ต.ท.บรรยิน และบริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยที่ 1-4 ในฐานความผิด ผิดสัญญา, เพิกถอนนิติกรรมการโอนหุ้น, ติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สิน, สินสมรส จำนวนทุนทรัพย์ 37,887,609 บาท