บช.ก.สนธิกำลังหลายหน่วยงานนำหมายจับปูพรมบุก 10 จุด กทม.-ปริมณฑล ทลายเครือข่ายอุ้มบุญข้ามชาติ ช่วย 2 หนูน้อย รวบนายทุนผัวเมียชาวจีน พร้อม 7 สาวไทยรับจ้างตั้งครรภ์ ผงะส่งออกทารกไม่ต่ำกว่า 50 คน เผยสถานพยาบาลมีเอี่ยว 9 แห่ง

 

               เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่กองบังคับการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 โชคชัย 4 (บก.ตร.มหด.904) พล.ต.ต.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รองผบช.ก.) เป็นประธานปล่อยแถวกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด บก.ปคม. ชุดปฏิบัติการพิเศษ บก.ตร.มหด 904

 

               ฝ่ายสืบสวน บก.น.5 เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ของกระทรวงสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กว่า 200 นาย เปิดปฏิบัติการกวาดล้างจับกุมขบวนการ “อุ้มบุญ” หรือการรับจ้างตั้งครรภ์ที่มีนายทุนต่างชาติชาวจีนเป็นผู้ว่าจ้างหญิงไทยอุ้มท้อง

 

               สำหรับปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจาก พล.ต.ต.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ผบก.ปคม.) พร้อม พ.ต.อ.มานะ กลีบสัตบุศย์ พ.ต.อ.อภิรักษ์ เวชกาญจนา พ.ต.อ.ฐากูร นิ่มสมบูรณ์ พ.ต.อ.จีรเดช พระสว่าง พ.ต.อ.ฤทธิกา สายสนั่น ณ อยุธยา พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธ์ม่วง รองผบก.ปคม. ได้หารือและซักซ้อมแผนปฏิบัติการอุ้มบุญ 

 

               ซึ่งกำหนดการเข้าตรวจค้นตามหมายค้นศาลอาญาพร้อมหมายจับในช่วงเช้าวันที่ 13 กุมภาพันธ์ จำนวน 10 จุด เป้าหมาย 10 ราย ในพื้นที่ กทม.และต่างจังหวัด โดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคม. ทุกกองกำกับการเป็นชุดปฏิบัติการเข้าตรวจค้น ร่วมกับเจ้าหน้าที่ สบส. เพื่อเก็บรวบรวมพยานหลักฐานกลับมาตรวจพิสูจน์เพื่อดำเนินคดีกับขบวนการจ้างวานหญิงสาวมาฉีดสเปิร์ม แล้วอุ้มท้องให้จนคลอด หรือที่เรียกว่าแม่อุ้มบุญ

 

               โดยจุดที่น่าสนใจของปฏิบัติการมี 2 จุด จุดแรกตำรวจนำหมายจับเข้าไปตรวจค้นที่บ้านหรูหมู่บ้านแห่งหนึ่งภายในซอยนาคนิวาส 37 แขวงและเขตลาดพร้าว พบตัวนายเจ้า หราน อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาในข้อหา “สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและร่วมกันดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า” 

 

               ส่วนจุดที่ 2 อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันห่างจากบ้านของนายจ้าว หราน เล็กน้อย ภายในตัวบ้านมีหญิงสาวรวมกัน 8 คน และเด็กทารกแรกเกิดเพศชายอายุเพียง 22 วัน โดยหญิงสาว 7 คนเป็นหญิงสาวที่มารับจ้างอุ้มบุญ ซึ่งมี 1 คนที่กำลังตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างรอเตรียมการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังพบเครื่องมือตู้อบเด็กที่ใช้ในทางการแพทย์ภายในบ้านดังกล่าวอีกด้วย

 

               พล.ต.ต.ต่อศักดิ์ เปิดเผยว่า จากการสืบสวนพบกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นขบวนการอุ้มบุญข้ามชาติ โดยมีนายทุนชาวจีนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จัดหาหญิงสาวมารับจ้างตั้งครรภ์ พร้อมจัดหาที่พัก การตรวจสุขภาพและพาไปคลอด โดยเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนติดตามมาหลายเดือนและวางแผนก่อนเข้าปฏิบัติการ ซึ่งถือเป็นการทลายเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติอีกรูปแบบหนึ่ง

 

               ด้าน พล.ต.ต.วรวัฒน์ กล่าวว่า จากการแกะรอยเส้นทางของขบวนการนี้พบว่า ทำมาตั้งแต่ปี 2555 โดยจะมีนายหน้ามาติดต่อหญิงสาวเพื่อรับอุ้มบุญ หรือเรียกว่ารับจ้างตั้งครรภ์ โดยตกลงราคาตั้งแต่ 4-6 แสนบาท แต่หากเป็นลูกแฝดจะได้เพิ่มขึ้นอีก อย่างไรก็ตามหลังจากประเทศไทยมีพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ปี 2558 หรือ พ.ร.บ.อุ้มบุญ 

 

               ขบวนการนี้จึงเปลี่ยนกลยุทธ์โดยให้หญิงสาวที่รับจ้างอุ้มบุญไปฉีดสเปิร์มที่ประเทศเพื่อนบ้าน และกลับมาประเทศไทย เมื่อใกล้ครบกำหนดคลอดก็จะเดินทางไปคลอดที่ประเทศจีน จากนั้นแม่เด็กจะเดินทางกลับมาเพียงลำพัง โดยหลังจากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะประสานไปยังทางการจีนว่า เด็กที่คลอดจากแม่อุ้มบุญไปอยู่ที่ไหนอย่างไร

 

               พล.ต.ต.วรวัฒน์ กล่าวอีกว่า จากการสืบสวนยังพบขบวนการนี้ได้ว่าจ้างหญิงสาวเป็นแม่อุ้มบุญประมาณ 30 คน กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ประมาณ 5 จังหวัด ซึ่งปฏิบัติการในครั้งนี้เจ้าหน้าที่บุกเข้าตรวจค้น 10 จุดเพื่อจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 10 หมาย ซึ่งเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับขบวนการเครือข่ายอุ้มบุญ จากนั้นจะขยายผลเพื่อติดตามเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเพิ่มเติมต่อไป

 

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบ้านเป้าหมายที่บุกค้นในช่วงเช้าวันนี้ประกอบด้วย 1.บ้านเลขที่ 16 ซอยนาคนิวาส 37 แยก 2-3 ถนนนาคนิวาส แขวงและเขตลาดพร้าว กทม. 2.บ้านเลขที่ 15 ซอยนาคนิวาส 37 แยก 2-3 ถนนนาคนิวาส แขวงและเขตลาดพร้าว กทม. 3.บ้านเลขที่ 1647 ซอยลาดพร้าว 94 (ปัญจมิตร) แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม. 4.บ้านเลขที่ 1659/1 ซอยลาดพร้าว 94 (ปัญจมิตร) แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม. 5.บ้านเลขที่ 1375 ซอยลาดพร้าว 94 (ปัญจมิตร) แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม. 

 

               6.บ้านเลขที่ 92/21 หมู่บ้านชัยพฤกษ์ ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 7.บ้านเลขที่ 20/307 ซอยกำนันแม้น 23 แยก 24 ถนนเอกชัย แขวง-เขตบางบอน กทม. 8.บ้านเลขที่ 59/179 หมู่บ้านพนาสนธิ์ 3 ซอยนิมิตใหม่ 3/2 แขวง/เขตมีนบุรี กทม. 9.บ้านเลขที่ 49/38 หมู่บ้านเคซี การ์เด้น โฮม เลขที่ 18 ซอยนิมิตรใหม่ 40 แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กทม. และ 10.บ้านเลขที่ 47 หมู่ 6 ต.สามเรือน อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย กระทั่งเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคม. ได้ควบคุมตัวนายธรรมนูญ หรือ ต๋อง ปัญจสังคม อายุ 40 ปี คนขับรถให้ชาวจีน ซึ่งเป็นนายทุนใหญ่ของขบวนการดังกล่าวไปสอบปากคำเพิ่มเติมอย่างละเอียด

 

               อย่างไรก็ตามการบุกค้นในครั้งนี้เจ้าหน้าที่พบผู้กระทำความผิดในบริเวณจุดที่ 1 และ 2 ซึ่งมีการนำหญิงสาวที่ฉีดสเปิร์มแล้วจากประเทศเพื่อนบ้านมาบำรุงครรภ์จนกว่าจะครบเวลาตามที่กำหนดไว้ จากนั้นจะนำไปคลอดที่ประเทศจีน โดยผู้ใช้บริการทุกรายจะต้องจ่ายเงิน 4-6 แสนบาท

 

               ซึ่งหากครรภ์ของหญิงสาวรายใดเป็นทารกแฝดจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายก็จะเพิ่มสูงมากขึ้นตามที่ได้มีการตกลงกันไว้กับผู้ที่เข้ามาใช้บริการ ซึ่งผู้ที่เข้ามาใช้บริการส่วนใหญ่จะเป็นครอบครัวที่อยากมีลูกหรือมีลูกยาก ส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ด้วยการอาศัยหญิงไทยในการอุ้มท้อง หรืออุ้มบุญ 

 

               รายงานข่าวแจ้งว่าขบวนการดังกล่าวจะมีกลุ่มนายหน้าแบ่งหน้าที่กันทำงาน โดยพาหญิงไทยที่รับจ้างตั้งครรภ์เดินทางไปฝังตัวอ่อนหรือสเปิร์มที่คลินิกแห่งหนึ่งใน สปป.ลาว และประเทศกัมพูชา หลังจากนั้นจะพามาฝากครรภ์และคลอดบุตรที่โรงพยาบาลในประเทศไทย แต่ในบางครั้งกลุ่มนายหน้าจะพาหญิงไทยที่รับจ้างตั้งครรภ์เดินทางไปคลอดบุตรที่ประเทศจีน 

 

               โดยกลุ่มนายหน้าเหล่านี้จะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องเอกสารการคลอดตลอดจนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทั้งหมด หลังจากนั้นจะพาเด็กที่เกิดจากการรับจ้างอุ้มบุญส่งให้บุคคลที่อ้างว่าเป็นพ่อที่ประเทศจีน และเมื่อตรวจสอบข้อมูลการเดินทางของเด็กที่นำไปส่งที่ประเทศจีนก็ไม่พบข้อมูลการเดินทางกลับเข้ามาประเทศไทยอีก เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมดแล้วหญิงไทยที่รับจ้างตั้งครรภ์จึงจะได้รับค่าตอบแทนตามที่ตกลง

 

               ต่อมาเวลา 11.00 น. วันเดียวกัน ที่ บก.ตร.มหด.904 ผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องของแต่ละหน่วยได้แถลงผลภายหลังร่วมกันสนธิกำลังปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นกลุ่มนายทุนชาวจีนและนายหน้าชาวไทยที่ได้ว่าจ้างหญิงสาวชาวไทยให้มารับจ้างอุ้มบุญ โดยได้เข้าตรวจค้นบ้านพักและบริษัทต่างๆ ที่เปิดไว้บังหน้าและสถานที่พักอาศัยในพื้นที่ กทม. และปริมณฑลรวม 10 แห่ง

 

               โดยผลปฏิบัติการครั้งนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนและชาวไทยได้ 9 ราย ประกอบด้วย นายเจ้า หราน อายุ 37 ปี นายจ้างเจ้าของทุน พร้อมภรรยา นางซู ยิง ถิง อายุ 48 ปี นางวิลาสินี ซู อายุ 50 ปี น.ส.หล้า ขันติโย อายุ 43 ปี นายนิคม สิมารัตน์ อายุ 48 ปี นายธรรมนูญ หรือ ต๋อง ปัญจสังคม อายุ 40 ปี น.ส.ศิญาพร หรือ แขก สวัสดิ์พันธ์ อายุ 30 ปี น.ส.วิยะดา หรือ หนิง เชื้อจันทร์ อายุ 35 ปี และนางสายบัว แจ่มมี อายุ 44 ปี 

 

               ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 36-43 และ 45/2563 ลง 16 มกราคม 2563 ในข้อหา “สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้าและโฆษณาหรือไขข่าวให้แพร่หลายด้วยประการใดๆ เกี่ยวกับการตั้งครรภ์แทนไม่ว่าจะได้กระทำเพื่อประโยชน์ทางการค้าหรือไม่”

 

               พล.ต.ต.วรวัฒน์ กล่าวว่า การจับกุมในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเบาะแสว่ามีขบวนการรับจ้างตั้งครรภ์โดยผิดกฎหมายรายใหญ่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562 และมีผู้ต้องสงสัยเดินทางเข้าออกประเทศตลอดช่วงต้นปี 2563 เมื่อสืบสวนในเชิงลึกจึงพบว่ามีกลุ่มนายทุนชาวจีนเป็นหัวหน้าขบวนการอุ้มบุญข้ามชาติ โดยได้ว่าจ้างกลุ่มนายหน้าซึ่งเป็นคนไทยให้ติดต่อชักชวนหญิงไทยที่เคยอุ้มบุญมารับจ้างตั้งครรภ์ โดยจะได้รับค่าจ้าง 300,000-450,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งจะมีการแบ่งจ่าย 

 

               จากนั้นกลุ่มนายหน้าจะแบ่งหน้าที่นำพาแม่อุ้มบุญไปฝังตัวอ่อนที่คลินิกในประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนจะพามาฝากครรภ์และคลอดบุตรที่โรงพยาบาลในประเทศไทย แต่บางครั้งจะพาแม่อุ้มบุญไปคลอดบุตรที่ประเทศจีน พร้อมดำเนินการเรื่องเอกสารทำคลอด ทั้งยังออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด จากนั้นจะพาเด็กอุ้มบุญไปส่งให้ผู้รับเลี้ยงดูที่ประเทศจีน แม่ที่อุ้มบุญจึงจะได้รับค่าตอบแทน ก่อนรอเวลาประมาณ 1 เดือนจึงกลับเข้าไทย

 

               “จากการสืบสวนยังพบว่าขบวนการนี้ได้เปิดบริษัทบังหน้าเพื่อปกปิดและดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 โดยพบข้อมูลแม่อุ้มบุญกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 100 คน ส่งออกเด็กอุ้มบุญไปแล้วไม่ต่ำกว่า 50 คน ซึ่งผลการปฏิบัติการครั้งนี้ยังตรวจยึดทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดอีกหลายรายการ แบ่งเป็นรถยนต์ 16 คัน มูลค่าประมาณ 15 ล้านบาท มีบ้านพักและบริษัทของผู้ต้องหาในย่านลาดพร้าวอีก 2 หลัง มูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท รวมถึงทรัพย์สินอื่นๆ อีกนับ 100 ล้านบาท” พล.ต.ต.วรวัฒน์ กล่าว

 

               ขณะที่ พ.ต.อ.มานะ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้เชิญแม่อุ้มบุญชาวไทยมาสอบปากคำรวมทั้งหมด 15 คน จากทั้งหมด 22 คน โดยในจำนวนนี้กันไว้เป็นพยาน 7 คน พร้อมให้การช่วยเหลือเด็กที่เกิดจากแม่อุ้มบุญอีก 2 คน อายุ 4 เดือน ส่วนอีกคนอายุ 22 วัน

 

               หลังจากนี้จะประสานทางการจีนเพื่อร่วมกันขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติมทั้งหมดมาดำเนินคดี ส่วนผู้ต้องหาตามหมายจับอีกรายนั้นอยู่ต่างประเทศก็จะดำเนินการติดตามจับกุมต่อไป ขณะเดียวกันการจับกุมครั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้เด็กอุ้มบุญบางส่วนยังไม่ถูกนำตัวส่งไปจีนเนื่องจากมาตรการสั่งปิดเมืองที่เข้มงวด

 

               ด้านนายธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สบส.ทำหน้าที่กำกับดูแลสถานพยาบาลที่ขออนุญาตรับดำเนินการอุ้มบุญที่มีทั้งหมด 94 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งในคดีนี้พบว่ามีสถานพยาบาลที่มีความเกี่ยวข้อง 9 แห่ง มีทั้งโรงพยาบาลและคลินิก 

 

               หลังจากนี้จะตรวจสอบขยายผลและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ตามในการอุ้มบุญยังมีข้อกำหนดให้ผู้เป็นสามีภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือชาวต่างชาติที่มีคู่สมรสชาวไทยและจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 3 ปี สามารถมาขอมีบุตรด้วยการอุ้มบุญได้ โดยต้องทำกับสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตและต้องเป็นแพทย์ที่ได้รับอนุญาตจากแพทยสภาเป็นผู้ดำเนินการเท่านั้น

 

               ทั้งนี้มีข้อห้ามในการอุ้มบุญหลายประการ คือห้ามเลือกเพศของเด็ก ห้ามซื้อขายนำเข้าเซลล์ไข่กับอสุจิ และห้ามโฆษณา ห้ามรับจ้างตั้งครรภ์ ที่สำคัญห้ามปฏิเสธการรับเลี้ยงเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญ