คมชัดลึกออนไลน์ 1 เมษายน 2563
คมชัดลึกออนไลน์
อาชญากรรม

"บิ๊กแป๊ะ" รูดซิปปากปล่อย สตม. แก้เกี้ยว 3 โครงการฉาว

1 กุมภาพันธ์ 2563 - 06:00 น.
ไบโอเมทริกซ์,เรือยนต์ตรวจการณ์,รถยนต์ไฟฟ้าตรวจการณ์อัจฉริยะ,บิ๊กแป๊ะ,จักรทิพย์ ชัยจินดา
อาชญากรรม

Shares :
เปิดอ่าน 17,242 ครั้ง

ผ่านไปเกือบเดือนสำหรับปมอื้อฉาว 3 โครงการจัดซื้องบประมาณมหาศาล ภายใต้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ


              ทุกอย่างยังไร้คำตอบ ไม่ได้รับการชี้แจง จาก “คนตัวใหญ่” ในกรมปทุมวัน ปล่อยให้ สตม. ออกมาแก้เกี้ยว โชว์ผลจับกุมต่างด้าวด้วย “ไบโอเมทริกซ์ - รถ - เรือ” เบี่ยงประเด็นไปวันๆ

 

 

 

              การจัดซื้อ - จัดจ้าง 3 โครงการยักษ์ใน สตม. มาถึงวันนี้ยังไม่ได้รับการชี้แจงใดๆ แม้ที่ผ่านมาสังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า ผบ.ตร. จะมีท่าทีอย่างไรในเรื่องงบประมาณการจัดซื้อจัดจ้างของ “โครงการไบโอเมทริกซ์” มูลค่า 2,116 ล้านบาท “โครงการรถยนต์ไฟฟ้าตรวจการณ์อัจฉริยะ” มูลค่ากว่า 900 ล้านบาท และ “โครงการเรือยนต์ตรวจการณ์” มูลค่า 348 ล้านบาท ที่ส่อเค้ามีพิรุธหลายประการ โดยเฉพาะผู้ลงนามเซ็นอนุมัติโครงการทั้งหมดเป็น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ใช้งบประมาณในส่วนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยมีสำนักงานส่งกำลังบำรุง (สกบ.) ที่มี พล.ต.ท.ติณภัทร ภุมรินทร์ เป็น ผบช.สกบ. เป็นหน่วยงานที่เดินเรื่องทำสัญญากับบริษัทเอกชน สกบ. กับกิจการร่วมค้า เอ็มที (มีบริษัท เอ็มเอสซี สิทธิผล จำกัด เป็นผู้แทนหลัก) ที่ว่ากันว่ามีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับหลังบ้านคนใหญ่คนโตในรัฐบาลและอดีตบิ๊กตำรวจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 

 

 

              ความไม่ชอบมาพากลของ “โครงการไบโอเมทริกซ์” ที่มีมูลค่าสูงถึง 2,116 ล้านบาท ถูกเปิดโปงเมื่อ “นายษิทรา เบี้ยบังเกิด” หรือทนายตั้ม เป็นผู้ร้องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบเรื่องนี้ ได้ออกมาบ่งชี้ข้อพิรุธเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างว่า จากข้อมูลที่ได้มาพบว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ทำการจัดซื้อเครื่องไบโอเมทริกซ์จำนวน 1,843 ชุด แบ่งเป็น เครื่องจัดเก็บข้อมูลลายนิ้วมือและภาพถ่าย (ไบโอเมทริกซ์) รวม 1,303 ชุด กับเครื่องจัดเก็บข้อมูลลายนิ้วมือและภาพถ่าย (ไบโอเมทริกซ์) พร้อมจอภาพ รวม 540 ชุด โดยเครื่องอ่านลายพิมพ์นิ้วมือ และภาพถ่าย จัดซื้อราคาชุดละ 280,000 บาท แต่ถ้าเพิ่มจอภาพด้วย ราคาจะขยับขึ้นเป็นชุดละ 650,000 บาท


ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

 

 

 

              เมื่อตรวจสอบราคาแล้วพบว่า เครื่องถ่ายภาพใบหน้า ยี่ห้อ โลจิเทค ที่สั่งซื้อมีขายทั่วไป กระทั่งในลาซาด้าเว็บไซต์ซื้อของออนไลน์ มีราคาเพียงเครื่องละ 7,590 บาท ขณะที่เครื่องอ่านลายนิ้วมือไม่มีขายทั่วไป แต่ขายในเว็บไซต์ต่างประเทศราคา 1,299 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยไม่เกิน 40,000 บาท เมื่อรวมราคาเครื่องอ่านลายนิ้วมือและภาพถ่ายจะมีราคาอยู่ที่ 47,590 บาท หากคำนวณในจำนวน 1,303 ชุด จะรวมเป็นเงิน 62,009,770 บาท แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติซื้อมาในราคา 280,000 บาท โดยเงินส่วนต่างตรงนี้ร่วม 302,830,230 บาท

              น่าสนใจยิ่งขึ้นเมื่อตรวจสอบชุดที่มีจอภาพเพิ่มขึ้นมา จำนวน 540 ชุด ซึ่งราคาท้องตลาดจอภาพไม่เกิน 10,000 - 20,000 บาท หากเป็นไปตามราคาท้องตลาดจำนวน 540 ชุด จะเป็นเงิน 10,800,000 บาท เมื่อนำมารวมกับเครื่องอ่านลายนิ้วมือและภาพถ่าย 25,698,600 บาท ชุดนี้จะราคาอยู่ที่ 36,498,600 บาท แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับซื้อมาในราคาที่แพงถึง 351,000,000 บาท โดยมีส่วนต่างเพิ่มไปอีก 314,501,400 บาท

 

 

 

              ขณะเดียวกันเครื่องไบโอเมทริกซ์จำนวน 1,843 ชุด ที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดซื้อ ยังมอบให้แก่ตำรวจหน่วยงานอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการตรวจคนเข้าหรือออกประเทศ หรือด่านคัดกรองของ ตม. ถึง 200 ชุด ซึ่งประเด็นนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ต้องตอบประชาชนผู้เสียภาษีถึงเรื่องความคุ้มค่าที่ทุ่มงบประมาณไปกว่า 2.1 พันล้านบาท ไม่ใช่เลือกที่จะนิ่งทำเป็นทองไม่รู้ร้อนแบบนี้

              นอกจากนี้ ยังมีข้อกังขาในเรื่องยิบย่อยมากมาย อาทิ ซื้อซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่จ่ายแพงอยู่แล้ว แต่ยังต้องเสียงบประมาณการฝึกอบรมอีกหลายร้อยล้าน หรือแม้กระทั่งการทำสัญญาซื้อขายไบโอเมทริกซ์มีข้อสงสัยหลายอย่างว่าเอื้อประโยชน์ให้เอกชนหรือไม่ อาทิ การเซ็นขยายเวลาการส่งมอบให้เอกชน หรือแม้กระทั่งการเข้ามาของบริษัทเอกชนที่ถูกตั้งคำถามว่ามีความโปร่งใสมากพอหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัท วี-สมาร์ท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเอ็มเอสซี สิทธิผล จำกัด เคยถูกกระทรวงมหาดไทยตีกลับเนื่องจากจัดทำบัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์แบบอเนกประสงค์ (สมาร์ทการ์ด) ไม่ตรงตามทีโออาร์ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกตั้งคำถามอย่างหนัก

 

 

 

              มาถึงโครงการจัดซื้อ “รถยนต์ไฟฟ้าตรวจการณ์อัจฉริยะ” ที่นายษิทรายื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบเช่นกันว่า เมื่อปี พ.ศ. 2560 สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีโครงการจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้าตรวจการณ์อัจฉริยะ พร้อมติดตั้งระบบเทคโนโลยีต่างๆ จำนวน 260 คัน วงเงินงบประมาณ 900 ล้านบาท ซึ่งรถยนต์ดังกล่าวจะวิ่งได้ระยะทาง 200 กิโลเมตรต่อการชาร์จประจุไฟฟ้า 1 ครั้ง และใช้เวลาในการชาร์จประจุไฟฟ้า 1 ครั้ง ประมาณ 6 ชั่วโมง แต่ในข้อเท็จจริงปัจจุบันยังไม่มีสถานที่ไว้สำหรับชาร์จประจุไฟฟ้า ส่อให้เห็นว่าการดำเนินงานโครงการนี้จะมีปัญหาในขั้นตอนปฏิบัติงาน

              โครงการจัดซื้อรถไฟฟ้าสายตรวจอัจฉริยะ มี สกบ. ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้จัดซื้อ ก่อนส่งมอบให้ สตม. โดยสเปกรถไฟฟ้าสายตรวจอัจฉริยะกำหนดไว้ 2 รายการ ได้แก่ 1. จำนวน 230 คัน ติดตั้งอุปกรณ์ ราคาคันละ 3,445,039 บาท รวมเป็นเงิน 792,358,970 ล้านบาท 2. จำนวน 30 คัน ติดตั้งอุปกรณ์ ราคาคันละ 3,548,970 บาท รวมเป็นเงิน 106,451,730 บาท ใช้งบประมาณรวม 898,810,700 บาท

 

 

 

              จากการตรวจสอบสเปกรถไม่มีระบุในสัญญาซื้อขาย แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดซื้อรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยูรุ่น 330e Iconic วางจำหน่ายปี 2018 ในราคาคันละ 1,959,000 บาท จำนวน 60 คัน รวมราคา 509,340,000 บาท ขณะที่ราคาขายตามท้องตลาด รวมราคาตกแต่งแล้วอยู่ที่ 2,259,000 บาท หากเทียบราคาแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดซื้อในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด แต่รถบีเอ็มดับเบิลยูเป็นรถเปล่าไม่ได้มีการตกแต่งแต่อย่างใด อีกทั้งมีการตั้งข้อสังเกตว่า หากซื้อลอตใหญ่จำนวน 260 คัน น่าจะได้ส่วนลดมากกว่า 200,000 บาทต่อคันด้วย

              ทั้งนี้ พบว่าอุปกรณ์เสริมที่ราคาจัดซื้อสูงกว่าราคาท้องตลาด ประกอบด้วย เครื่องคอมพิวเตอร์แบบเคลื่อนที่ 260 เครื่อง ราคาเครื่องละ 200,000 บาท รวม 52,000,000 บาท ทว่า ป.ป.ช. ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ราคาคอมพิวเตอร์แบบเคลื่อนที่อยู่ที่ 20,000 - 40,000 บาทเท่านั้น ขณะที่ปืนไฟฟ้า 540 กระบอก ราคากระบอกละ 40,000 บาท รวม 21,600,000 บาท แต่ราคาท้องตลาดสามารถหาซื้อได้ในออนไลน์เพียงแค่ 5,000 บาท อย่างไรก็ตาม ราคาตัวรถกับอุปกรณ์เสริมติดรถรวมแล้วอยู่ที่คันละ 3,061,873.2 บาท แยกเป็นราคารถคันละ 1,959,000 บาท ราคาอุปกรณ์เสริมคันละ 1,102,873 บาท รวม 260 คัน เป็นเงิน 796,087,032 บาท ซึ่งจากตัวเลขทั้งหมดนี้มีข้อสงสัยหลายอย่างที่รอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ผบ.ตร. ให้ความกระจ่างชัด

 

 

 

              มาถึงโครงการจัดซื้อ “เรือยนต์ตรวจการณ์ สตม.” จำนวน 27 ลำ ใช้งบประมาณรวม 348,100,500 บาท โดยเรือตรวจการณ์ที่จัดซื้อ เป็นเรือยนต์ 2 ประเภท แบ่งเป็นเรือยนต์ขนาด 21 ฟุต ติดเครื่องยนต์ท้าย 1 เครื่องยนต์ จำนวน 8 ลำ และเรือยนต์ขนาด 32 ฟุต ติดเครื่องยนต์ท้าย 2 เครื่องยนต์ จำนวน 19 ลำ โดยวัตถุประสงค์ที่อ้างเป็นเหตุผลในการจัดซื้อนั้นเพื่อใช้ตรวจการณ์บริเวณชายแดนที่ติดลำน้ำ โดยเรือขนาด 21 ฟุต จำนวน 8 ลำ ส่งมอบแล้ว 3 งวด ขณะที่ เรือยนต์ขนาด 32 ฟุต จำนวน 19 ลำ มีการทยอยส่งมอบเป็น 5 งวด

              การจัดซื้อเรือยนต์ตรวจการณ์ให้แก่หน่วยงานอย่าง สตม. ทำให้เกิดคำถามเรื่องความเหมาะสม และตรงตามภารกิจจริงหรือไม่ เพราะหากจะอ้างเรื่องการตรวจลำน้ำ หรือผลักดันคนเข้าเมืองผิดกฎหมายทางน้ำ ก็สามารถประสานกับกองบังคับการตำรวจน้ำ ซึ่งมีเรือและยุทโธปกรณ์ครบถ้วนกว่าได้ นอกจากนั้นเฉพาะในลำน้ำโขง ยังมีหน่วยปฏิบัติการพิเศษตามลำแม่น้ำโขง หรือ นปข. คอยลาดตระเวน สอดแนม และดูแลด้านความมั่นคงทุกจังหวัดริมน้ำโขงด้วย

 

 

 

              “น้ำลดตอยิ่งผุด” เพราะเมื่อตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมว่าช่วงที่ส่งมอบเรือยนต์ตรวจการณ์ไปประจำตามด่าน ตม. ในหลายจังหวัดที่มีพื้นที่ปฏิบัติการทางน้ำ ปรากฏว่า สตม. ไม่มีกำลังพลที่สามารถขับเจ้าเรือยนต์ตรวจการณ์ดังกล่าวได้ ทำให้ต้องโอนย้ายเจ้าหน้าที่หน่วยงานข้างเคียงที่สามารถขับเรือได้มาเป็นตำรวจ ตม. รวมทั้งตรวจสอบจังหวัดต่างๆ ริมแม่น้ำโขง ส่วนใหญ่ได้รับการยืนยันว่า แทบไม่เคยเห็นเรือยนต์ตรวจการณ์ของ สตม. ออกปฏิบัติการในลำน้ำ โดยส่วนมากเห็นจอดนิ่งในโรงจอด ทำให้เกิดคำถามว่ามีการใช้งานคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไปกว่า 348 ล้านบาท หรือไม่

              ปมอื้อฉาวการจัดซื้อจัดจ้างทั้ง 3 โครงการยักษ์จนถึงขณะนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนต่อสังคม โดยก่อนหน้านี้มีเพียง สตม. ที่ออกมาชี้แจงเพียงว่าทั้ง 3 โครงการมีความคุ้มค่ากับงบประมาณที่จ่ายไปอย่างแน่นอน

 

 

 

              แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมาเกือบ 1 เดือน ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวออกจากปาก ผบ.ตร. ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อ เนื่องจาก ป.ป.ช. ยังเดินหน้าตรวจสอบข้อมูลเรื่องไบโอเมทริกซ์ กับเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าตรวจการณ์อัจฉริยะ โดยในเดือนมีนาคม นี้ ป.ป.ช. จะสรุปออกมาว่าอย่างไร และเมื่อถึงวันนั้นคงต้องมาดูกันทั้ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง จะยังใช้ความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวต่อไปอีกหรือเปล่า เมื่อช้างตายทั้งตัวจะเอาใบบัวปิดไหวหรือ?

 

 

 

 



5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ