วันที่ 24 มกราคม 2563 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 โดยนายชวรัตน์ วงศ์ธนสมบูรณ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 ส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เพื่อส่งคืนสำนวนการสอบสวนจำนวน 17 แฟ้มในคดีที่ดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กับพวกรวม 4 คน ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ในคดีนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก - บางกลอย และความผิดฐานอื่นๆ

 

 

 

               ทั้งนี้ พนักงานอัยการได้พิจารณาสำนวนคดีดังกล่าวแล้ว โดยมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนายชัยวัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 1 นายบุญแทน บุษราคัม ผู้ต้องหาที่ 2 นายธนเสฎฐ์ หรือไพฑูรย์ แช่มเทศ ผู้ต้องหาที่ 3 และนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ ผู้ต้องหาที่ 4 ในข้อหาจำนวน 7 ข้อหา คือ 1.ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดจากการที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ 2.ข้อหาร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวถูกกักขังหรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตาย 3.ข้อหาร่วมกันโดยมีอาวุธข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น

 

 

 

               4.ข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยมีอาวุธปืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดติดตัวไปด้วยเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 5.ข้อหาร่วมกันโดยทุจริตหรือเพื่ออำพรางคดีกระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อม ในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป 6.ข้อหาร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต 7.ข้อหาร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งใดโดยมิชอบข่มขืนใจเพื่อให้บุคคลใดมอบทรัพย์ให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 147, 148, 289(4) (7), 309, 337, 340 ตรี และป.วิอาญา มาตรา 150 ทวิ

               รายงานข่าวเปิดเผยว่า อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 คงมีความเห็นสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์กับพวก ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มาตรา 157 กรณียึดน้ำผึ้งป่าของนายบิลลี่ แล้วปล่อยตัวไปโดยไม่นำตัวส่งให้ตำรวจดำเนินคดีในข้อหาลักของป่า

 

 

 

               นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองเลขานุการอัยการสูงสุด กล่าวว่า อัยการพิจารณาเอกสารหลักฐานสำนวนคดีที่ดีเอสไอส่งมาให้ แต่เมื่อน้ำหนักในทางคดีไม่มากพอจึงต้องมีความเห็นไม่สั่งฟ้องนายชัยวัฒน์กับพวก หลังจากนี้ดีเอสไอสามารถยื่นแย้งกลับมายังอัยการได้ โดยที่ไม่ต้องหาพยานหลักฐานใดมาเพิ่ม เพียงแค่ทำเรื่องยื่นแย้ง โดยระบุว่าเอกสารพยานหลักฐานที่มีอยู่มีน้ำหนักมากพอที่จะฟ้องในคดีนี้ โดยขั้นนี้อัยการสูงสุดจะเป็นผู้พิจารณา โดยกฎหมายไม่ได้ระบุระยะเวลาที่จะยื่นแย้ง แต่หากจะทำ ขอให้ดีเอสไอคำนึงถึงระยะเวลาของคดีความด้วย

               “เข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นคดีที่สังคมจับจ้องและเป็นที่คาดหวังของประชาชน แต่อยากจะขอชี้แจงว่าในอดีตที่ผ่านมาหลายคดีที่สังคมมีความรู้สึกร่วม แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง พยานหลักฐานไม่สามารถมีน้ำหนักชัดเจนมากพอ ทำให้อัยการเห็นต่างมาแล้วก็หลายคดี เช่น คดีครูจอมทรัพย์ หรือคดีลุงวิศวะ จึงอยากขอให้พี่น้องประชาชนที่ติดตามข่าวสารแยกความรู้สึกกับพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ในขั้นตอนการฟ้องร้อง ออกจากกันด้วย” นายโกศลวัฒน์ กล่าว

 

 

 

               ด้าน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกดีเอสไอ กล่าวว่า ตามขั้นตอนการดำเนินการเมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเอกสารจากอัยการแล้วก็ต้องมาดูว่า ทางอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องในทุกข้อหาหรือสั่งไม่ฟ้องในข้อหาใดบ้าง จากนั้นจะมาพิจารณาในข้อหาที่สั่งไม่ฟ้องว่าอัยการสั่งไม่ฟ้องด้วยเหตุผลอะไร อย่างไร ซึ่งในกรณีที่ดีเอสไอเห็นด้วยกับเหตุผลที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง ก็จะไม่มีความเห็นแย้งในการสั่งคดีในข้อหานั้น และคดีในข้อหานั้นก็จะจบลงตามการสั่งคดีของอัยการ แต่หากดีเอสไอไม่เห็นด้วยก็เป็นหน้าที่ของดีเอสไอที่จะส่งความเห็นแย้งให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดตามกฎหมายต่อไป ซึ่งจะมีกรอบเวลาการทำงานชัดเจนอยู่แล้ว

               “เรื่องนี้เป็นคดีใหญ่มีความสำคัญและเป็นที่สนใจของสังคม ทางอธิบดีกรมสอบสวนพิเศษก็จะพิจารณาอีกครั้งว่าจะดำเนินการพิจารณาเรื่องนี้ในลักษณะของคณะกรรมการหรือไม่ ยืนยันดีเอสไอทำคดีด้วยความโปร่งใสและทำตามพยานหลักฐานทุกขั้นตอน” รองโฆษกดีเอสไอระบุ

 

 

 

               ส่วนนายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในฐานะทนายความ กล่าวว่า คงต้องให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอทำตามอำนาจหน้าที่ โดยให้ทำความเห็นแย้งไปยังอัยการสูงสุด หลังจากนั้นต้องรอดูว่าอัยการสูงสุดจะมีความเห็นอย่างไร จะสั่งฟ้องหรือไม่ เพราะคดีฆาตกรรมบิลลี่ ไม่ได้ผูกโยงกับเฉพาะกระบวนการยุติธรรมของไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นที่จับตาของสากลโลกด้วย

               “เชื่อว่าอัยการสูงสุดจะให้ความเป็นธรรมในคดีนี้ และคงต้องเรียกสำนวนทั้งหมดมาพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่า บิลลี่หายตัวไปอย่างไร มีการควบคุมตัวโดยไม่ปล่อยหรือไม่ และขณะนั้นบิลลี่อยู่ในความควบคุมของใคร อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าอัยการสูงสุดคงไม่ปล่อยให้คดีบิลลี่หายไปอย่างไม่มีเหตุผล” นายสุรพงษ์กล่าว

 

 

 

               นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการฟ้องร้องนายชัยวัฒน์กับพวกนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะให้ผู้เสียหาย คือ น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ "มึนอ” ยื่นฟ้องเพื่อดำเนินคดีอาญาเองหรือไม่ แต่ในส่วนของตนได้มีการเตรียมเอกสารหลักฐานและข้อมูลไว้บ้างแล้ว ระหว่างนี้ยังมั่นใจว่า ดีเอสไอต้องทำความเห็นแย้งและยืนยันความเห็นสั่งฟ้องทุกข้อหาความผิดไปยังอัยการสูงสุด

               นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า รู้ข่าวแล้วถือเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านมาทางทส.ก็ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของกระบวนการสอบสวนมาตั้งแต่ต้น การที่อัยการไม่ส่งฟ้องก็เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ไม่มีผลต่อการย้ายนายชัยวัฒน์ไปเป็น ทสจ.ปัตตานี ว่าจะต้องย้ายกลับคืนไปที่ สบอ.9 (อุบลราชธานี) เหมือนเดิม เพราะเป็นการย้ายไปในระดับ 9 ในตำแหน่งที่ว่างลง ไม่ใช่ย้ายไปช่วยราชการ

 

 

 

               ผู้สื่อข่าวถามว่า ถือเป็นการกู้วิกฤติศรัทธาให้แก่ ทส.หรือไม่ เนื่องจากข่าวนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมติดตามคดีอย่างใกล้ชิด นายจตุพร กล่าวว่า ไม่เคยมีการสูญเสียศรัทธาจึงไม่ต้องเรียกศรัทธาคืนมา เพราะที่ผ่านมาเคยบอกเสมอว่าถ้าข้าราชการ ทส. ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไม่ถูกต้องก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติของทางระบบราชการ