royal coronation
วันที่ 17 ตุลาคม 2562
อาชญากรรม

ผงะ ยึดสารตั้งต้นตัดวงจรปั๊ม 2,500 ล้านเม็ด

วันที่ 13 กันยายน 2562 - 20:16 น.
ปี๊มยาบ้า,ยึดสารตั้งต้น
Shares :
เปิดอ่าน 2 ครั้ง

ป.ป.ส. ไทย-เมียนมา ยึดกรดไฮโดรคลอลิค 25 ตัน ส่งจากแม่สายเข้าท่าขี้เหล็ก หากหลุดถึงแหล่งผลิตใช้ผลิตไอซ์-เฮโรอีน 50 ตัน ปั๊มเป็นยาบ้า 2,500 ล้านเม็ด




                 13 ก.ย.62-นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ( ป.ป.ส.) กล่าวถึงกรณีที่หน่วยงานปราบปรามยาเสพติด ประเทศเมียนมา จับกุมผู้ต้องหาชาวเมียนมา 6 คน และยึดกรดไฮโดรคลอริค จำนวน 414 ถัง น้ำหนัก 10,350 กิโลกรัม ได้ที่บ้านเช่าแห่งหนึ่ง หมู่บ้านสันทราย จังหวัดท่าขี้เหล็ก ว่า การตรวจยึดกรดไฮโดรคลอริคครั้งนี้ เป็นผลจากความร่วมมือของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อตัดวงจรยาเสพติด และลดการแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่หมู่บ้านและชุมชน ตามนโยบายของรัฐ โดยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างประเทศในการสกัดกั้นสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ไม่ให้เข้าสู่แหล่งผลิต และสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดออกจากแหล่งผลิตกระจายไปยังพื้นที่อื่นด้วย

 

 

                                 

 

          สำหรับการตรวจยึดสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติดครั้งนี้ ทางการเมียนมาได้สอบสวนผู้ต้องหาให้การเบื้องต้นว่า สารเคมีดังกล่าวถูกลำเลียงมาจาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย สำนักงาน ป.ป.ส. จึงร่วมกับ ทหาร ตำรวจ ในพื้นที่พิสูจน์ทราบ จนนำไปสู่การเข้าตรวจยึดที่บ้านเลขที่ 959/49 หมู่บ้านปิยะพร อ.แม่สาย จ.เชียงราย ยึดกรดไฮโดรคลอริคได้อีก 600 ถัง น้ำหนัก 15,100 กิโลกรัม รวมของกลาง 2 ที่ตรวจยึดได้ 2 จุด มีน้ำหนัก 25.35 ตัน สามารถนำไปผลิตไอซ์ได้ 50 ตัน หรือผลิตเฮโรอีน 50 ตัน และถ้านำไอซ์จำนวน 50 ตัน ที่ได้ไปผลิตเป็นยาบ้า จะได้ยาบ้าจำนวน 2,500 ล้านเม็ด เชื่อว่าสารเคมีดังกล่าว รอการขนย้ายจากชายแดนประเทศไทย เพื่อส่งไปยังแหล่งผลิตยาเสพติดในประเทศเพื่อนบ้าน

 

                                  


           ในชั้นนี้ ป.ป.ส. ได้ประสานตำรวจภูธรภาค 5 และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมตรวจสอบว่าสารเคมีดังกล่าวได้รับอนุญาตตามกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากกรดไฮโดรคลอริค เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 ตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และจากกการตรวจสอบพบว่าไม่มีใบอนุญาต ครอบครอง นำเข้า ส่งออกแต่อย่างใด

                                   

                                 

                              

                           

 


 

Shares :

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended