royal coronation
15 ธันวาคม 2562
อาชญากรรม

ประสานลาวแกะรอยล่าแก๊งจีนอุ้มนักธุรกิจไทยเรียดค่าไถ่

30 กรกฎาคม 2562 - 08:18 น.
เรียกค่าไถ่,นักธุรกิจไทย
Shares :
เปิดอ่าน 11,042 ครั้ง

ที่มา : หน้า 1 หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 30 กรกฎาคม 2562

 

 

          คนร้ายจับประธานสมาคมส่งออกสัตว์เชียงแสนเรียกค่าไถ่ในฝั่งลาว 5 ล้านบาท ส่งภาพบาดเจ็บ-ปืนจ่อหัวให้ครอบครัวเหยื่อ  ตร.เร่งประสานลาวแกะรอยล่าแก๊งจีนอุ้มรีด รวบ 2 ผูู้ต้องสงสัยเค้น มุ่ง 3 ปมขัดแย้งธุรกิจค้าน้ำตาล-ซื้อขายไม้ประดับ-โรงฆ่าสัตว์

 

          เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม มีรายงานข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ได้มีกลุ่มคนร้ายลักพาตัวนักธุรกิจไทยไปเรียกค่าไถ่ โดยกำลังสืบสวนเร่งช่วยเหลือ นายสิงห์แก้ว วงศ์ใหญ่ อายุ 54 ปี ประธานสมาคมส่งออกสัตว์เชียงแสน อ.เชียงแสน หลังจากหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยกลุ่มคนร้ายได้ส่งคลิปวิดีโอและข้อความว่านายสิงห์แก้วได้ถูกจับกุมตัวอยู่ในฝั่งส.ป.ป.ลาว และสั่งให้ญาตินำเงินไปไถ่ตัวจำนวน 5 ล้านบาทเพื่อแลกกับการปล่อยตัว


          ทั้งนี้สำหรับเหตุการณ์อุ้มรีดค่าไถ่นักธุรกิจชาวไทยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หลังจากนายสิงห์แก้วได้เดินทางออกจากประเทศไทยผ่านจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ หมู่บ้านสบรวก หมู่ 1 ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เพื่อข้ามไปยังฝั่งเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ส.ป.ป.ลาว แต่ไม่ได้เดินทางกลับมาตามปกติ ลูกสาวจึงได้ไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่านายสิงห์แก้วหายตัวไปและได้รับข้อความและคลิปวิดีโอเป็นภาพของนายสิงห์แก้วในสภาพต้นขาขวามีรอยเลือดติดอยู่ที่กางเกง รวมทั้งใช้อาวุธปืนสั้นจ่อที่ศีรษะพร้อมมีข้อความให้โอนเงินเข้าไปยังบัญชีของบุคคลหนึ่งระบุชื่อว่า นายอนันต์ฉาย ซึ่งเป็นบัญชีธนาคารแห่งหนึ่งในประเทศไทย


          แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ล่าสุด นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้นายประสงค์ หล้าอ่อน นายอำเภอเชียงแสน รวมทั้ง ผกก.สภ.เชียงแสน กอ.รมน.เชียงราย ทหารพราน ร้อย ทพ.3103 หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ให้เร่งติดตามความคืบหน้าเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและประสานกับเจ้าเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ให้การช่วยเหลือแล้ว ทั้งนี้ยังพยายามติดต่อกลุ่มผู้ที่จับกุมตัวนายสิงห์แก้วเพื่อจะหาทางช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป


          สำหรับนักธุกิจชายแดนทั่วไปในพื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่ได้ทำการค้าขายกับพ่อค้าชาวจีนด้วยการส่งออกสินค้าโค กระบือ และสุกร รวมทั้งอาจมีสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ เช่น น้ำตาล เป็นต้น เช่นเดียวกับกรณีของนายสิงห์แก้วก็ได้ค้าขายสินค้าหลายประเภทกับพ่อค้าชาวจีนและพ่อค้า สปป.ลาว ซึ่งเมื่อมีการตกลงทางการค้ากันแล้วปรากฏว่าไม่สามารถจัดหาสินค้าไปส่งให้ได้ทันเวลาที่กำหนดหรือคงค้างค่างวด ซึ่งมีการซื้อขายน้ำตาลเป็นวงเงินกว่า 15 ล้านบาท ทำให้กลุ่มที่ค้าขายด้วยซึ่งเบื้องต้นพบว่าเป็นพ่อค้าชาวจีนจึงได้เรียกไปเจรจาหารือเพื่อหาทางออกในฝั่งสปป.ลาว จนถูกจับตัวไปดังกล่าว อย่างไรก็ตามล่าสุดมีรายงานด้วยว่าเจ้าหน้าที่ของสปป.ลาว ทราบเรื่องและได้จัดกำลังชุดพิเศษออกติดตามตัวนายสิงห์แก้วเพื่อช่วยเหลืออีกทางหนึ่งแล้ว


          ทั้งนี้ปัจจุบันธุรกิจส่งออกโคและกระบือมีชีวิตแถวลุ่มน้ำโขงที่ อ.เชียงแสน ถือเป็นการส่งออกรายใหญ่ โดยในปี 2561 มีการส่งออกไปมากกว่า 22,052 ตัน มูลค่ากว่า 1,766,935,500 บาท สุกรมีชีวิต น้ำหนัก 12,150 ตัน มูลค่า 708,091,500 บาท และเฉพาะเดือนมิถุนายน 2562 พบว่ามีการส่งออกโคและกระบือไปแล้วน้ำหนัก 1,540 ตัน มูลค่ากว่า 133,924,500 บาท

 

 

          ต่อมา พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือนักธุรกิจไทยที่ถูกจับตัวเรียกค่าไถ่ในสปป.ลาว ว่าเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม เวลา 18.00 น. ที่สภ.เชียงแสน จ.เชียงราย ได้รับแจ้งจาก น.ส.รสริน วงศ์ใหญ่ ระบุว่าบิดาคือนายสิงห์แก้ว วงศ์ใหญ่ ประธานสมาคมส่งออกสัตว์เชียงแสน ได้เดินทางจากด่านสามเหลี่ยมทองคำข้ามไปยังสปป.ลาว แล้วถูกจับตัวเรียกค่าไถ่เป็นเงิน 5 ล้านบาท โดยมีการส่งข้อความและคลิปวีดีโอที่มีภาพนายสิงห์แก้วถูกยิงบริเวณต้นขาขวาและมีรอยเลือดติดอยู่ที่กางเกง และภาพถูกอาวุธปืนจี้ที่ศีรษะ โดยในวันนี้ (29 ก.ค.) เมื่อเวลา 0900 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เชียงแสน ได้สอบปากคำครอบครัวของนายสิงห์แก้ว เบื้องต้นทราบว่าสาเหตุน่าจะมาจากประเด็นการค้าชายแดนเรื่องธุรกิจค้าขายสัตว์ชายแดน ค้าขายต้นไม้ใหญ่ ค้าขายน้ำตาล


          พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เชียงแสน ร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ทหาร ฝ่ายปกครอง อำเภอเชียงแสน อำนวยความสะดวก พาครอบครัวไปพบตำรวจ สปป.ลาว เพื่อสอบสวนสืบสวนและติดตามคดีโดยข้ามที่จุดผ่านแดนถาวรหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน โดยหากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบต่อไป


          ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.เชียงรายว่า เวลา 09.00 น.วันนี้ นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้ นายประสงค์ หล้าอ่อน นายอำเภอเชียงแสน สั่งการให้ฝ่ายปกครองร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เชียงแสน ร.อ.โกมินทร์ บุญภา ผบ.ร้อย ทพ.3103 ฉก.ทพ.31 กองกำลังผาเมือง นำนางศรีวรรณ วงศ์ใหญ่ อายุ 45 ปี ภรรยา และน.ส.รสริน วงศ์ใหญ่ อายุ 27 ปี บุตรสาว และนายประภาส วงศ์ใหญ่ อายุ 22 ปี บุตรชายของนายสิงห์แก้ว ไปสอบถามข้อมูลและให้เดินทางข้ามไปให้ข้อมูลที่กองบัญชาการตำรวจเมืองต้นผึ้ง ฝั่งสปป.ลาว โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมืองต้นผึ้ง ต้อนรับ 


          เจ้าหน้าที่สปป.ลาว ได้สอบถามข้อมูลจากญาติแล้วจึงได้สรุปสถานการณ์ว่านายสิงห์แก้วได้ทำธุรกิจที่เมืองต้นผึ้งแล้วได้รับการติดต่อจากชาย 2 คนชื่อว่านายเหว่ยและนายจุ๋มให้ไปพบเจ้าหน้าที่ สปป.ลาว ที่เมืองห้วยทราย ซึ่งเป็นเมืองเอกของแขวงบ่อแก้ว ตั้งอยู่ตรงกันข้าม อ.เชียงของ จ.เชียงราย ห่างจากเมืองต้นผึ้งไปตามแม่น้ำโขงประมาณ 58 กิโลเมตร แต่เมื่อกำลังผ่านหมู่บ้านดอนสวรรค์ ได้ถูกลักพาตัวไปจนกระทั่งมีการส่งข้อความและคลิปไปเรียกค่าไถ่กับญาติ สาเหตุคาดว่าเกิดจากการขัดผลประโยชน์ธุรกิจการค้าชายแดนที่นายสิงห์แก้วได้เข้าไปประกอบธุรกิจโรงฆ่าสัตว์ให้แก่ชาวจีนในฝั่งสปป.ลาว


          มีรายงานแจ้งว่าสำหรับคนร้ายที่ก่อเหตุคาดว่ามีจำนวนทั้งหมด 5 คน ปัจจุบันเจ้าหน้าที่สปป.ลาว ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเอาไว้แล้วจำนวน 2 คน โดยหนึ่งในนั้นคือคนขับรถให้นายสิงห์แก้ว โดยอยู่ระหว่างสอบปากคำว่าเกี่ยวข้องกับการอุ้มเรียกค่าไถ่ดังกล่าวหรือไม่ ทั้งนี้หลังจากนั้นคณะจากฝ่ายไทยได้เดินทางกลับมาฝั่งไทยและรอฟังข่าวจากเจ้าหน้าที่สปป.ลาว ต่อไปท่ามกลางความห่วงใยของญาติเหยื่อในการติดตามช่วยเหลือนายสิงห์แก้ว


          แหล่งข่าวแจ้งด้วยว่าจากการสอบถามของฝ่ายเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยกับญาติของนายสิงห์แก้วคาดการณ์ว่าสาเหตุของการอุ้มลักพาตัวอาจจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจจำนวน 3 ธุรกิจ ได้แก่ การซื้อขายน้ำตาลที่ต้องมีการจัดหาไปให้ผู้ซื้อ แต่ที่ผ่านมาเกิดปัญหาทางธุรกิจวงเงินกว่า 13 ล้านบาท จนมีการฟ้องร้องกันอยู่ และธุรกิจการซื้อขายต้นไม้ใหญ่ ไม้ดอกไม้ประดับ มูลค่าประมาณ 300,000 บาท รวมถึงธุรกิจสร้างโรงฆ่าสัตว์ในสปป.ลาว ที่มีการลงนามร่วมก่อสร้างกันเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา


          ขณะเดียวกันท่านไซสะเถียน เหรียนสัก รองเจ้าเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ได้เข้ามาติดตามเรื่องนี้ โดยหลังจากได้รับการประสานจากทาง อ.เชียงแสน ก็ได้ให้เจ้าหน้าที่ออกติดตามหาตัวนายสิงห์แก้วอย่างต่อเนื่อง และจากข้อมูลของเจ้าหน้าที่ ทราบว่านายสิงห์แก้วได้เดินทางขึ้นฝั่งสปป.ลาว ที่ท่าเรือคิงส์โรมัน เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ ตรงกันข้ามบ้านสบรวก หมู่ 1 ต.เวียง อ.เชียงแสน จากนั้นมีชายชาวลาว 1 คนทราบชื่อว่านายสะหวาด เป็นคนขับรถไปรับ และมีนายจุ๋ม หุ้นส่วนชาวจีนที่ร่วมลงทุนโรงงานฆ่าสัตว์ในฝั่งสปป.ลาว นั่งโดยสารไปด้วย โดยได้พานายสิงห์แก้วมุ่งหน้าไปทางเมืองห้วยทราย แต่ปรากฏว่าขณะอยู่ในเขตเมืองต้นผึ้งก็ถูกชายฉกรรจ์ออกมาดักหน้ารถแล้วใช้ปืนจี้บังคับให้นายสิงห์แก้วลงจากรถแล้วพาตัวไปในที่สุด อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่สปป.ลาว พอจะทราบแหล่งเบื้องต้นแล้วและอยู่ระหว่างวางแผนเพื่อหาทางช่วยเหลือ




          ด้านนางศรีวรรณ เปิดเผยว่า ลึกๆ แล้วก็ไม่ทราบสาเหตุที่นายสิงห์แก้วถูกลักพาตัวและเรียกค่าไถ่ เนื่องจากได้เลิกทำธุรกิจซื้อขายน้ำตาลทรายไปกว่า 10 ปี ส่วนเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ค้างกันอยู่ก็ได้ชำระไปจนหมดแล้วจึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาในเรื่องนี้ ต่อมานายสิงห์แก้วได้หันมาทำธุรกิจด้านการส่งออกโค กระบือ และสุกร โดยเดินทางข้ามไปมาระหว่างไทย-สปป.ลาว บ่อยครั้ง แต่ช่วงหลังส่งออกไปได้น้อยเพราะส่งต่อเข้าตลาดจีนได้ยากขึ้น บางเดือนแทบไม่มีคำสั่งซื้อเลย จึงได้หันมาทำธุรกิจใหม่คือโรงฆ่าสัตว์ดังกล่าวถือเป็นธุรกิจใหม่ที่เพิ่งทำและทำให้ต้องเดินทางข้ามไปฝั่งลาวบ่อยครั้งขึ้น


          “ครอบครัวเราไม่มีเงินมากถึง 5 ล้านบาทตามที่ถูกเรียกค่าไถ่ จึงขอให้ทางสปป.ลาว ติดตามช่วยเหลือให้ได้เพราะห่วงเรื่องอันตรายมาก และรู้สึกแปลกใจมากที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาสามีไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งกับใคร ธุรกิจก็ไม่เคยมีความขัดแย้งหรือปัญหาใหญ่ๆ หากจะมีบ้างก็ไม่มีมูลค่าสูงถึง 5 ล้านบาทแน่ และยืนยันว่าปัญหาเรื่องการค้าน้ำตาลมูลค่ากว่า 13 ล้านบาทนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้และเรื่องก็จบไปนานแล้วด้วย” นางศรีวรรณกล่าว และว่า ข้อความที่แชทมาเรียกเงินก็ไม่ได้บอกเหตุผล และก็ติดต่อมาเมื่อช่วงเย็นวานนี้เท่านั้น จากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อมาอีกเลย ญาติยังไม่ได้โอนเพราะเราไม่มีเงินมากขนาดนั้น ก็อยากให้ทางการลาวช่วย และขอให้คนที่กักตัวนายสิงห์แก้วปล่อยตัวออกมาด้วยเพื่อจะได้หาทางออกร่วมกันต่อไป


          ด้านนายสุริยา อุดเจริญ กำนันตำบลนางแล อ.เมืองเชียงราย กล่าวว่า นายสิงห์แก้วเพิ่งย้ายจากภูมิลำเนาเดิมที่ อ.พาน จ.เชียงราย มาสร้างบ้านอยู่ที่หมู่บ้านป่าซางวิวัฒน์ ต.นางแล เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ส่วนตัวเป็นคนดี อ่อนน้อมถ่อมตนและพูดจาไพเราะ ซึ่งด้วยอัธยาศัยที่ดีจึงเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนบ้านทุกคนรวมทั้งไม่เคยมีเรื่องทะเลาะขัดแย้งกับใครในพื้นที่มาก่อน และก็ทราบเพียงว่าเขาไปทำธุรกิจที่ชายแดนและไม่เคยได้ยินว่าขัดแย้งกับใครเช่นกัน


          มีรายงานว่านายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นายประสงค์ หล้าอ่อน นายอำเภอเชียงแสน ประสานกับทางสปป.ลาว อย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ทางอำเภอเชียงแสนได้มีหนังสือที่ ชร.0918.7/1590 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม ส่งถึงเจ้าเมืองต้นผึ้ง เพื่อขอความอนุเคราะห์ช่วยเหลือติดตามคนไทยถูกจับเรียกค่าไถ่ดังกล่าวแล้ว โดยขณะนี้กำลังรอผลการดำเนินการจากทางฝั่งสปป.ลาว

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ