royal coronation
วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562
อาชญากรรม

ปปส.จับเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ

วันที่ 27 กันยายน 2561 - 15:53 น.
ปปส,จับยาเสพติด,เครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ
Shares :
เปิดอ่าน 663 ครั้ง

ปปส.แถลงจับเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ 3 คดี พร้อมของกลางไอซ์ 355 กิโลกรัม หวังใช้ไทยเป็นฐานลำเลียงไปประเทศที่สาม

 

          เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 27 กันยายน 2561 ที่ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงาน ป.ป.ส. ชั้น 4 อาคาร 2 สำนักงาน ป.ป.ส. (ดินแดง) นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) พร้อมด้วยนายนิยม เติมศรีสุข ที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด นายวิชัย ไชยมงคล นายชลัยสิน โพธิเจริญ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองเลขาธิการ ป.ป.ส. พ.ต.อ.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบก.ปส.3 พล.ร.ท.จักรกฤษณ์ เสขะนันท์ ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพเรือ และที่ปรึกษา ศปก.ทร. น.อ.พงศ์วุฒิ เอี่ยมละออ ผู้อำนวยการกอง 12 ศูนย์รักษาความปลอดภัย น.อ.พินิตย์ คงมี ผู้บังคับการกรมทหารสารวัตรทหารอากาศ สำนักงานผู้บังคับการทหารอากาศดอนเมือง Ms.Jodie Hurley เจ้าหน้าที่จาก Australian Federal Police ร่วมแถลงข่าวจับกุมเครือข่ายนักค้ายาเสพติดข้ามชาติ 3 คดี พร้อมของกลางไอซ์ 355 กิโลกรัม

 

 

          นายศิรินทร์ยา กล่าวว่า การปราบปรามทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดข้ามชาติในครั้งนี้ ได้รับข่าวสารมาจากการประสานงานตามโครงการความร่วมมือปราบปรามยาเสพติดระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติของอาเซียน หรือ AAITF และโครงการความร่วมมือสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดระหว่างท่าเรือสากลในอาเซียน หรือ ASITF โดยคดีแรกเมื่อวันที่ 26 ก.ย. สามารถจับกุมนายเจียง ยี่ ปิน (Mr.Chiang Yi-Pin) อายุ 31 ปี ชาวไต้หวัน พร้อมของกลางไอซ์ 355 กิโลกรัม โดยจับกุมได้ภายในห้องพักเลขที่ 168 คอนโด เซ็นทริค ซี พัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยชุดจับกุมทราบว่านายเจียง ยี่ ปิน ได้ติดต่อซื้อยาเสพติดจากพื้นที่ภาคเหนือสามเหลี่ยมทองคำ มีหญิงชาวเมียนมาร์เป็นผู้นำยาเสพติดมาส่ง โดยนำเสพติดกันมาซุกซ่อนไว้ที่คอนโดดังกล่าว เพื่อรอคำสั่งส่งต่อไปยังปลายทางประเทศที่สาม ต่อมาเจ้าหน้าที่ จึงได้เข้าทำการตรวจค้นพบของกลางซุกซ่อนอยู่ภายในห้องพักจำนวนหนึ่ง และขยายผลไปตรวจยึดของกลางอีกส่วนหนึ่งได้ภายในรถยนต์ฮอนด้า บีอาร์วี ทะเบียน งธ 2022 ชลบุรี โดยเป็นรถที่ผู้ต้องหาได้เช่ามา
 

 

          นายศิรินทร์ยา กล่าวด้วยว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาผ่านล่าม พบว่า เพิ่งจะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งแรก และยังไม่ยอมให้การใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้จากข้อมูลที่ผ่านมาขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ได้มีการว่าจ้างนักเคมีชาวไต้หวัน คิดค้นยาเสพติดตัวใหม่ จากเดิมที่มีการว่าจ้างคนไทยและคนผิวดำในการขนยาเสพติด แต่ปัจจุบันพบว่าชาวไต้หวันจะเป็นผู้ขนยาเสพติดด้วยตัวเอง โดยใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน เบื้องต้นได้นำส่ง บช.ปส. เพื่อขยายผลติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป
 

 

 

          นายศิรินทร์ยา กล่าวว่า ส่วนคดีที่ 2 เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ได้ประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (LCDC) ว่ามีผู้ต้องสงสัยลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากประเทศบราซิล จำนวน 2 ราย เดินทางมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเดินทางต่อไปยัง สปป.ลาว โดยแยกไปยังเมืองหลวงพระบาง และกรุงเวียงจันทน์ โดยเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด สปป.ลาว ได้จับกุมผู้ต้องหาชาวโปรตุเกสได้ที่ท่าอากาศยานหลวงพระบาง พร้อมของกลางโคเคน 2 กิโลกรัม และจับกุมผู้ต้องหาอีกรายเป็นชาวโบลิเวียได้ที่ท่าอากาศยานวัดไต กรุงเวียงจันทน์ พร้อมของกลางโคเคน 5 กิโลกรัม ทั้งนี้สืบเนื่องจากทาง ป.ป.ส. ของไทยได้มีการจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจค้นและจับกุมผู้ลักลอบขนยาเสพติดผ่านทางท่าอากาศยานแก่เจ้าหน้าที่ สปป.ลาว ตามโครงการ AAITF จนนำไปสู่การจับกุมในครั้งนี้
  

 

          นายศิรินทร์ยา กล่าวว่า คดีที่ 3 เมื่อวันที่ 19 ก.ย. เจ้าหน้าที่ประจำด่านศุลกากรอรัญประเทศ จ.สระแก้ว สามารถจับกุม น.ส.ณิษาภัทษร โคตรดี อายุ 24 ปี และ น.ส.ศศิวิมล วงษ์มั่น อายุ 39 ปี พร้อมของกลางโคเคน 3.5 กิโลกรัม สืบเนื่องจากชุด AAITF ประเทศไทย ได้ทำการสืบสวนติดตามพฤติการณ์ของ น.ส.ศศิวิมล และ น.ส.ณิษาภัทษร ซึ่งได้ลักลอบลำเลียงยาเสพติดให้กับกลุ่มนักค้ายาเสพติดชาวแอฟริกันตะวันตกในพื้นที่ กทม. ต่อมาตามวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่ประจำด่านศุลกากรพบ น.ส.ศศิวิมล และ น.ส.ณิษาภัทษร เดินทางจากฝั่งประเทศกัมพูชาเข้ามาที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จึงได้ทำการตรวจค้นพบของกลางโคเคน 3.5 กิโลกรัม เบื้องต้นได้นำส่ง บช.ปส. ขยายผลและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
 

 

          นายศิรินทร์ยา กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามการจับกุมทั้ง 3 คดี เป็นการบูรณาการของหน่วยงานในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อสกัดกั้นยาเสพติดด้วยการบูรณาการด้านข่าวสารและการปฏิบัติการร่วมกัน จนนำไปสู่การสกัดกั้นและจับกุมยาเสพติดจากแหล่งต่างๆ ที่จะลำเลียงเข้ามาในประเทศ และใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังประเทศที่สาม ได้มีอย่างมีประสิทธิภาพ.

  


 

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ
Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ