เหตุการณ์กราดยิงสะเทือนขวัญที่ห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 โคราช ระหว่างวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ยังเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยให้ความสนใจ แม้ว่าจะผ่านมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว แต่การพูดถึงประเด็นดังกล่าวก็ยังคงดำเนินต่อไปในเวทีต่างๆ โดยเฉพาะการค้นหาสาเหตุ การแก้ไข และการป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำรอย

 


          คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดเสวนาถอดบทเรียนทางจิตวิทยาในหัวข้อ “เหตุกราดยิง : ที่มา ทางแก้ และป้องกัน" เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อเผยแพร่ความรู้ และวิเคราะห์สถานการณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในแง่มุมทางจิตวิทยาเพื่อหาสาเหตุ วิธีแก้ไขและป้องกัน


          รศ.ดร.สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต นักจิตวิทยาการปรับพฤติกรรม อดีตคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ได้อธิบายในแง่สาเหตุของการเกิดพฤติกรรมก่อความรุนแรงว่า สามารถเกิดขึ้นได้บุคคลปกติหรือบุคคลทั่วไป ทั้งในเชิงคำพูดและการกระทำ เพราะพฤติกรรมรุนแรงเป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์


          “ในสังคมปัจจุบันที่เป็นสังคมเทคโนโลยีรวดเร็ว คนยิ่งมีความหุนหันพลันแล่นมากขึ้น รออะไรไม่ได้ ยิ่งหากเป็นคนที่เติบโตมาจากการเลี้ยงดูที่ไม่ได้ควบคุมระเบียบวินัยก็จะยิ่งง่ายต่อการไม่ควบคุมตัวเอง” อาจารย์สมโภชน์กล่าว พร้อมชี้ว่า คนที่มีแนวโน้มก่อความรุนแรงมักมีพฤติกรรมมองโลกในแง่ร้าย รู้สึกว่าตนเองถูกกระทำ หรือรู้สึกว่าตนเองไม่มีตัวตนในสายตาผู้อื่น


          การก่อความรุนแรง จะเกิดขึ้นได้หากมีมูลเหตุจูงใจและโอกาสที่ประจวบเหมาะกัน เช่น การตัดสินใจและพฤติกรรมที่จะลงมือกระทำ ได้โอกาสพอดีพอเหมาะกับช่วงเวลา สถานที่ การเข้าถึงอาวุธ เข้าถึงสถานที่ก่อเหตุ ดังนั้นในการป้องกันและแก้ไข คือต้องสร้างโอกาสในการป้องกัน และสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเกิดความรุนแรงในสังคมได้


          “หลายคนเชื่อว่าเหตุการณ์กราดยิงจะก่อให้เกิดการลอกเลียนแบบ ผมมองว่าไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะการกระทำความรุนแรงในเชิงกราดยิงต้องมีแรงจูงใจ เพียงแต่การนำเสนอเรื่องกราดยิง จะเป็นการให้คนเรียนรู้วิธีที่จะทำ เช่นเดียวกับว่าทุกคนรู้ว่าเราจะต้องขโมยของอย่างไร รู้ว่าตัวเองจะฆ่าตัวตายอย่างไร แต่ถามว่าเราจะทำไหม เราไม่ทำเพราะเราไม่มีอะไรมากระตุ้นให้เราทำ”

 

          สำหรับคุณลักษณะของอาชญากรเหตุกราดยิงในที่สาธารณะ ดร. นัทธี จิตสว่าง นักอาชญาวิทยา อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ชี้ว่า โดยสถิติจากต่างประเทศ อาชญากรเหล่านี้มักมีพฤติกรรมเก็บตัวโดดเดี่ยว ไม่สุงสิงกับผู้อื่น หรือมีลักษณะถูกกระทำในวัยเด็ก เผชิญภาวะบีบคั้นในโรงเรียนหรือที่ทำงาน แต่นิยมความรุนแรง คลุกคลีกับความรุนแรงมาตลอด เช่น มีนิสัยชอบฆ่าสัตว์ นิยมปืน ชอบศึกษาเรื่องปืน หรือชอบศึกษาเรื่องเหตุการณ์กราดยิงที่เกิดขึ้นมาในอดีต


          “เราต้องแก้อย่างไร ก็ต้องไปควบคุมโอกาสและควบคุมเหตุจูงใจ รวมถึงสร้างช่องทางระบาย ให้คนมีช่องทางคลายความเครียด ความกดดันได้ การใช้ความรุนแรงแก้ไขความรุนแรง อาจจะสร้างความรุนแรงขึ้นไปอีก”


          ผศ. ดร. วัชราภรณ์ บุญญศิริวัตน์ นักจิตวิทยาสังคม รองคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ เล่าถึงจิตวิทยาในมุมมองการทำข่าวว่า ข่าว หรือสื่อมีอิทธิพลสูงในการนำเสนอสารต่อผู้ชม โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวกราดยิง สื่อจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังและความรอบคอบอย่างสูง เพราะโดยสถิติในต่างประเทศ การนำเสนอข่าวในรูปแบบหนึ่งอาจส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันได้ใน 2 สัปดาห์แรกหลังเหตุการณ์เริ่มต้น


          “ต่างประเทศตั้งคำถามว่าทำไมพอมีข่าวกราดยิงขึ้นที่หนึ่งแล้ว ต่อมามักมีเหตุการณ์กราดยิงอีกที่ เนื่องจากผู้กระทำความผิดมักมีลักษณะคล้ายกัน การที่สื่อนำเสนอทั้งชื่อภาพ เครื่องแบบ เรื่องราว แรงจูงใจ ประวัติส่วนตัว เปิดโอกาสให้คนที่จะกระทำความผิดเห็นความคล้ายคลึงระหว่างตัวเองกับคนกราดยิง และเกิดการไขว้เขว มีการเปรียบเทียบ เห็นรางวัลที่จะได้ออกข่าว ได้มีตัวตน มีใบหน้าปรากฏในสื่อ”


          นอกจากนี้ การใช้คำบรรยายในข่าว ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ผู้กระทำความผิดให้มีแง่มุมเชิงบวก เช่น ใช้คำว่าการกระทำอุกอาจ อาจถูกมองในสายตาผู้ที่นิยมความรุนแรงว่า มีความเท่ น่าสนใจ และจูงใจให้กระทำผิดเพราะสื่อให้พื้นที่


          “สื่อไม่ควรนำเสนอภาพผู้ก่อการในแง่ดี ควรพูดถึงพฤติกรรมที่ทำผิดกฎหมาย ทำร้ายผู้อื่น ขาดความเมตตา หรือแสดงภาพให้เห็นว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่น่าเจริญรอยตาม ในทางตรงกันข้าม สำหรับข่าวในอีกแง่มุม เช่น ข่าวเหยื่อ ข่าวผู้รอดชีวิต หรือคนให้ความช่วยเหลือผู้อื่น สื่อต้องเริ่มคุยแล้วว่าเราจะนำเสนอเชิงบวกได้ ให้เกิดความรู้สึกว่าเมื่อเกิดเหตุร้ายเราต้องช่วยกัน”


          นอกจากนี้ ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ นักจิตวิทยาการปรึกษา หัวหน้าศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ยังให้คำแนะนำกับผู้ที่ประสบเหตุ หรือเป็นผู้เกี่ยวข้องว่า ต้องตระหนักและยอมรับภาวะอารมณ์ของตนเองที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปหลังจากเกิดเหตุร้าย โดยต้องพยายามสื่อสารออกมาเพื่อให้ความตระหนักกลัวหรือความวิตกกังวลลดลง หรืออาจจะลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เปลี่ยนความกลัวเป็นพลัง


          “ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีคนที่คอยรับฟังคนที่มีปัญหา คนข้างเคียงสามารถรับรู้คนที่เป็นทุกข์ และแสงความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยได้ โดยถอยออกมาจากความอยากรู้ แต่คอยอยู่เคียงข้างรับฟังผู้ที่มีความทุกข์ใจและกลุ้มใจ” อาจารย์ณัฐสุดากล่าวแนะนำทิ้งท้ายไว้