จากสถานการณ์สะท้านโลก เมื่อ “โดนัลล์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สั่งกองกำลังสหรัฐใช้ปฏิบัติการทางทหารลอบสังหาร “พลตรี กอซิม สุไลมานี” ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ของหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน โดยใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน บุกเข้าโจมตีที่ท่าอากาศยานนานาชาติกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก เมื่อวันที่ 3 มกราคม ส่งผลให้โลกร้อนระอุขึ้นมาในทันที่ท่ามกลางความหวั่นวิตกกันว่าเหตุการณ์นี้จะลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่?

 


          หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่โลกของเราใบนี้ แทบจะไม่เคยว่างเว้นจากการทำศึกสงคราม หรือการรบราฆ่าฟันกันเลยก็ว่าได้ เพียงแต่จะเป็นสงครามใหญ่ หรือสงครามย่อย เท่านั้นเอง!


          วันนี้จะขอกล่าวเฉพาะมหาสงครามครั้งใหญ่ที่โลกไม่มีวันลืม นั่นคือ สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปมากกว่า 70 ล้านคน บาดเจ็บและพิการอีกนับร้อยล้านคน!


          โดยสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1914-1918 (พ.ศ.2457-2461) ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 ในบ้านเรา) กินเวลาประมาณ 4 ปีกว่า โดยสาเหตุหลักเกิดจากการแย่งชิงอำนาจความเป็นใหญ่ของประเทศมหาอำนาจในยุคจักรวรรดินิยม ได้แก่ เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี ขั้วหนึ่ง กับอีกขั้วหนึ่งคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย


          จุดเริ่มต้นที่เป็นชนวนเหตุสำคัญนำไปสู่มหาสงครามโลกครั้งแรก คือ การลอบปลงพระชนม์รัชทายาทของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี “อาร์ชดยุค ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์” และพระชายา ระหว่างเสด็จพระดำเนินด้วยรถเปิดประทุนในกรุงซาราเยโวของประเทศบอสเนีย เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1914 (พ.ศ.2457)


          เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามโลกที่มีทหารจากชาติต่างๆ เข้าร่วมทำสงครามสู้รบกันมากถึง 70 ล้านคน และสงครามนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 8 ล้านคน บาดเจ็บและพิการอีกหลายสิบล้านคน


          ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 นำมาซึ่งการล่มสลายของรัฐจักรวรรดิที่สำคัญในยุคนั้น ได้แก่ จักรวรรดิเยอรมัน จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และจักรวรรดิออตโตมัน รวมถึงจักรวรรดิรัสเซีย และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในหลายประเทศ ทั้งเยอรมนี ออสเตรีย และตุรกี อีกทั้งได้มีประเทศเกิดใหม่หลายประเทศ เช่น โปแลนด์ ลัตเวีย เชโกสโลวาเกีย เป็นต้น


          หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง โลกก็มีช่วงเวลาพักรบสงบสุขอยู่ได้แค่เพียง 21 ปี หลายประเทศยังไม่ทันหายจากความบอบช้ำจากพิษภัยของสงคราม ก็ได้เกิดมหาสงครามโลกขึ้นอีกครั้ง เมื่อกองทัพนาซีเยอรมนีภายใต้การนำของ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ได้ยาตราทัพบุกเข้ายึดครองประเทศโปแลนด์ เมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ.1939 (พ.ศ.2482) ซึ่งเป็นเหตุให้ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรประกาศสงครามกับเยอรมนี ก่อนจะขยายวงลุกลามกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปในที่สุด


          สงครามโลกครั้งที่ 2 ดำเนินไปอย่างโหดร้าย รุนแรง และสยดสยอง รวมเวลาประมาณ 6 ปี ก่อนจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ย่อยยับของฝ่ายอักษะคือ เยอรมนี ญี่ปุ่น และอิตาลี่ สวนผู้ชนะเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรที่นำโดย สหรัฐอเมริกา รัสเซีย อังกฤษ และฝรั่งเศส แต่ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะก็ล้วนสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้แก่ทั้ง 2 ฝ่ายอย่างเหลือคณานับ!


          และในสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่เอง ที่ทำให้โลกได้รู้จักอาวุธร้ายแรงอย่างระเบิดปรมาณู หรือระเบิดนิวเคลียร์ ที่สหรัฐอเมริกานำมาใช้เป็นครั้งแรกเพื่อตอบโต้การโจมตีของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นที่บุกโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐที่ท่าเพิร์ล เกาะฮาวาย เมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.1941 (พ.ศ.2484) อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ชักนำสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2


          โดยระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกในนาม “ลิตเติลบอย” หรือ “เด็กน้อย” ได้ถูกทิ้งใส่เมืองฮิโรชิมา ของประเทศญี่ปุ่น เมื่อเช้าวันที่ 6 สิงหาคม 1945 (พ.ศ.2588) ส่งผลให้มีคนเสียชีวิตทั้งในที่เกิดเหตุและเสียชีวิตในเวลาต่อมารวมกว่า 258,000 ราย แต่ญี่ปุ่นก็ยังไม่ยอมแพ้


          อีก 3 วันต่อมาประธานาธิบดี “แฮรี ทรูแมน” ของสหรัฐในขณะนั้น จึงสั่งให้นำระเบิดนิวเคลียร์ลูกที่ 2 ในชื่อ “แฟตแมน” หรือ “ชายอ้วน” ทิ้งใส่เมืองนางาซากิ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1945 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอีกกว่า 145,000 ราย นับเป็นหายนะของสงครามที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา


          จนในที่สุดญี่ปุ่นก็ประกาศยอมแพ้สงครามอย่างไม่มีเงื่อนไข เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2488 โดยก่อนหน้านี้เยอรมนีได้ประกาศยอมแพ้สงครามไปเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2488 ภายหลังจากที่ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” กระทำอัตวินิบาตกรรม หรือฆ่าตัวตายเพื่อหนีความผิดไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2488


          มีการบันทึกเอาไว้ว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 62 ล้านคน แบ่งเป็นทหาร 22 ล้านคน และพลเรือนอีกกว่า 40 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นชาวยิวที่ถูกสังหารอย่างโหดร้ายทารุณจากคำสั่งของ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” จำนวนกว่า 6 ล้านคน !


          อ่านประวัติศาสตร์แล้วก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่าได้เกิดสงครามใดๆ ขึ้นในโลกนี้อีกเลยนะครับ