จากกรณีเพจเฟซบุ๊กเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ได้โพสต์ข้อความระบุว่า มีปู่ของเด็กหญิงคนหนึ่งร้องเรียนเรื่องที่เกิดขึ้นกับหลานสาวอายุเพียง 5 ขวบ ซึ่งกำลังเรียนอยู่อนุบาล 3 ในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.61 ที่ผ่านมา หลานสาวมีเลือดติดขา และไหลออกจากอวัยวะเพศ เมื่อสอบถามทำให้ทราบว่าถูกนักเรียนชาย 2 คน ที่เรียนอยู่ห้องเดียวกัน ใช้หลอดแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศ จากนั้นได้แจ้งเรื่องไปทางโรงเรียน ซึ่งเหตุการณ์ได้ผ่านมา 5 เดือนแล้วยังไม่ได้รับการเยียวยาจากทางคู่กรณีและโรงเรียนแต่อย่างใด

 

 

 

                เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 6 มิถุนายน 2562 ที่ซอยลาดพร้าว 15 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมครอบครัวของเด็กหญิงวัย 5 ขวบที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ได้แถลงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า ทางครอบครัวของเด็กหญิงที่ถูกกระทำ ได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ทราบเรื่องคือ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2561 หลังจากเลิกเรียนช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. รถรับส่งได้มาส่งเด็กหญิง 5 ขวบที่บ้าน หลังจากนั้นไม่ถึง 1 ชั่วโมง นางส้ม (นามสมมติ) ซึ่งเป็นย่าของเด็กหญิงวัย 5 ขวบ ได้พบสิ่งผิดปกติ เพราะเห็นรอยเลือดไหลเป็นทางยาวในบ้าน และพบรอยเลือดหยดในห้องน้ำจำนวนมาก ดังนั้นจึงได้สอบถาม ทางปู่จึงบอกว่าหลานเพิ่งเข้าห้องน้ำไป น่าจะเป็นเลือดหลาน จึงถามว่าหลานอยู่ไหน ปู่บอกว่าอยู่ในห้องนอน จึงเดินไปดูเห็นสภาพหลานแล้วดูไม่ได้ มีอาการอิดโรย เลือดเต็มไปหมด อวัยวะเพศบวมเป่ง และหลานบอกว่า “แม่จ๋า หนูไม่ไหวแล้ว หนูเจ็บ” ด้านผู้เป็นย่าจึงถามว่าไปโดนอะไรมา จึงทำให้ทราบว่า โดนเพื่อนที่โรงเรียน และพี่นักเรียนชั้น ป.2 ทำเขา

                ทั้งนี้ หลานสาวได้เล่าด้วยว่า ขณะที่หนูทานข้าวอยู่ที่โรงอาหารตอนเที่ยง และไปเข้าห้องน้ำ จากนั้นได้มีพี่ ป.2 ไปแอบที่ต้นไม้และมีเพื่อนห้องเดียวกันเอาหลอดนมไปจิ้มอวัยะเพศอีกด้วย โดยหลานได้ก็เล่าเหตุการณ์และขอให้พาไปหาหมอ เนื่องจากไม่ไหวมีอาการเจ็บและปวดมาก ดังนั้นจึงได้พาหลานไปหาหมอ และหมอแนะนำให้ไปแจ้งความ พร้อมให้ยามากิน

 

 

 

 

                ทางด้านนางส้ม (นามสมมติ) ย่าของเด็กหญิงเปิดเผยต่อไปว่า หลังเกิดเรื่องไม่ได้ไปแจ้งความ แต่เลือกให้ปู่ไปแจ้งกับทางโรงเรียนก่อน โดยเช้าวันที่ 21 ธันวาคม 2561 ได้ไปแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นกับทางรองผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งหลังทราบเรื่องแรก ๆ ก็ตกใจ แต่ช่วงหลังมาเขามองเราว่าเป็นตัวอะไรสักอย่าง กุเรื่องขึ้นมาเพื่อจะเอาเงิน หลานตนเจ็บทั้งใจทั้งกาย รวมถึงคำดูถูกมีแต่ความเจ็บช้ำ เด็กตัวน้อย ๆ ยังไม่ได้ความยุติธรรม จึงอยากฝากไปถามเขา ถ้าเป็นลูก เป็นหลานเขา ความคิดเขาจะคิดอะไรอยู่ แม้กระทั่งภรรยาผู้อำนวยการโรงเรียนซึ่งเป็นครูในโรงเรียนนั้น ไปหาหมอด้วยกันยังพูดว่า “โอ๊ยดีใจนะพรมจรรย์น้องไม่ฉีก” พูดออกมาได้อย่างไรคำนี้ ต้องรอให้เด็กพรมจรรย์ฉีกขาดหรือหมดชีวิตไปหรืออย่างไร ถึงจะรับรู้ว่าความเจ็บปวดของเขาเป็นยังไง ไม่นึกถึงจิตใจเด็กและผู้ปกครองเลย ต่อไปใครจะกล้าเอาเด็กไปฝาก ตรงนั้นคิดว่าปลอดภัยยังไม่ปลอดภัยเลย

                “เขาคิดกันแต่เพียงว่า ทางครอบครัวอยากได้เงิน ตนจึงอยากบอกว่าเปลี่ยนจากคำว่าอยากได้เงินเป็นอย่างอื่นได้ไหม ปัญหามันเกิดจะแก้ไขอย่างไร หันมาช่วยกันแก้ปัญหาได้หรือไม่” นางส้ม (นามสมมติ) ระบุ

 

 

 

                ส่วนทางด้าน นายสม (นามสมมติ) ซึ่งเป็นปู่ของเด็ก เปิดเผยว่า วันที่ 21 ธันวาคม 2561 ได้ไปแจ้งเรื่องกับทางโรงเรียน โดยมีตน ย่า ป้าของเด็กซึ่งเป็นอดีตครู และหลาน ได้เดินทางไปแจ้งเรื่องให้ทราบ แต่ทางโรงเรียนเหมือนไม่เข้าใจและบอกว่าไม่มีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้มีเรื่องเกิดขึ้น เขาบอกว่าไม่มี อย่ามาทำให้โรงเรียนเสียหาย ไม่มีเรื่องแบบนี้ อย่ามาใส่ร้ายโรงเรียน ไม่มีคุณครูคนไหนถามเด็กหญิงสักคำว่า เลือดเขาออกเจ็บไหม ใครทำ มีแต่มาว่าไปหาเรื่องใส่โรงเรียนทำให้โรงเรียนเสื่อมเสีย หลังจากออกจากโรงเรียนก็ไปโรงพัก ซึ่งไม่ไกลจากโรงเรียน ทางพนักงานสอบสวนดีมาก ตอนแรกตั้งใจแค่จะไปลงบันทึกประจำวัน ทางตำรวจได้ลงความเห็นว่าร่วมกันกระทำชำเรา และรีบส่งตัวให้แพทย์ตรวจ ทางแพทย์ก็ได้ลงความเห็นเหมือนกัน ทางคณะครูก็ตามไปที่โรงพยาบาลและขอคุยกับหมอ หมอพูดอีกอย่างหนึ่ง ท่านก็ได้ยินไปอีกอย่างหนึ่ง และมีหนังสือตอบกลับมาเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 ว่า ไม่พบร่องรอยอะไร

                นายสม (นามสมมติ) กล่าวอีกว่า ต่อมาทางตำรวจได้ให้หลานสาวชี้ตัวผู้ที่กระทำตามภาพ ซึ่งมีภาพหลอกหลายภาพ และหลานสาวก็สามารถชี้ตัวผู้ที่กระทำได้ตรงและถูกต้อง ซึ่งทางตำรวจมีความเห็นส่งฟ้อง จนกระทั่งเดือนเมษายนคดียุติลง ศาลเห็นว่ามีการกระทำผิดจริง แต่เนื่องจากเด็กอายุไม่ถึง 10 ปี จึงไม่ต้องลงโทษ ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ต่อไป

 

 

 

 

                นายสม (นามสมมติ) เปิดเผยต่อไปว่า ส่วนคู่กรณีของเด็กทั้งสองคนนั้นยังไม่เคยได้พูดคุยกัน เนื่องจากที่ผ่านมา เวลาพูดคุยจะมีคนกลางอยู่ จึงยังไม่ได้มีการพูดคุยกับครอบครัวฝั่งผู้กระทำแต่อย่างใด โดยครอบครัวของเด็ก ป.2 ไม่เคยเจอหรือรู้จักกันมาก่อน ส่วนครอบครัวของเพื่อนร่วมห้องเป็นคนมักคุ้น รู้จักกัน แต่ก็ไม่เคยพูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

                สำหรับอาการของเด็กนั้นแผลกายหายแล้ว ส่วนสภาพจิตใจในช่วงแรกมีอาการหวาดผวา กลัวคนแปลกหน้า อยู่ห่างปู่กับย่าเกิน 2 เมตรไม่ได้ ไม่คบใคร เงียบเก็บตัว หลังเปิดเทอมมานี้ได้ย้ายโรงเรียนแล้ว ส่วนเรื่องเงินที่มีการกล่าวหาว่าทางครอบครัวต้องการเงินนั้น ขอยืนยันว่าไม่เคยเรียกร้องเงิน แต่เรียกร้องให้แก้ไขเด็กที่กระทำผิดควรได้รับการรักษา และควรมีมาตรการในการดูแลเรื่องเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก

                ขณะที่ นายรณรงค์ (ทนายความ) เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นผ่านมาครึ่งปีแล้ว แต่ความคืบหน้าไม่ปรากฎ และไม่มีการแจ้งเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศกับ สพฐ.ส่วนกลางเลย อย่างไรก็ตาม เวลา 10.00 น. วันที่ 7 มิถุนายนนี้ จะพาครอบครัวของเด็กหญิง 5 ขวบที่ถูกล่วงละเมิดจากจังหวัดอุบลราชธานี ไปยื่นหนังสือที่กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการในการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ เพื่อให้ตรวจสอบคณะกรรมการที่สอบสวนเรื่องนี้ว่าทำงานล่าช้าไปหรือไม่ ตามระเบียบเหตุการณ์เกิดขึ้นลักษณะนี้จะต้องทำเรื่องรายงานมายังส่วนกลาง แต่ทางผู้อำนวยการโรงเรียนไม่ได้ทำเรื่องมา ทางกระทรวงเพิ่งทราบเรื่องว่ามีการร้องเรียนเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องมีความชัดเจน พร้อมขอให้ย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนออกนอกพื้นที่ก่อน