21ส.ค.2559 เฟซบุ๊ก"วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์" ซึ่งเป็นเฟซบุ๊กที่เผยแผ่กิจกรรมต่างๆของพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล ที่จำพรรษาที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย อันเป็นสังเวชนียสถานที่ดับขันธปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ที่พระครูนรนาถเจติภิรักษ์ (สมพงศ์) เจ้าอาวาสวัดป่ากุสินาราบรมธาตุสถิต ผู้ปฎิบัติหน้าที่ดูแลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์  ได้เผยแพร่การออกบิณฑบาตพระสงฆ์ที่จำพรรษากาลจำวน 20 รูป โปรดชาวอินเดีย หมู่บ้านอนิรุทวา เมืองกุสินารา 



           โดยมีชาวอินเดีย ที่เป็นชาวพุทธ ชาวฮินดู และมุสลิมทำบุญตักบาตรเป็นจำนวนมากโดยไม่แบ่งวรรณะ ศาสนา เมื่อวันพระขึ้น 8  ค่ำ เดือน 9 ที่ผ่านมา ทำให้หมู่บ้านนี้อยู่กันได้อย่างมีความสุข สันติสุข มีความรัก ความสามัคคีกัน โดยมีบ้าน วัด โรงเรียน เป็นจุดศูนย์ร่วม ตามพุทธดำรัสของพระพุทธองค์ที่ตรัสว่า จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย” แปลว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่คนเป็นอันมาก

            เฟซบุ๊กดังกล่าวได้ระบุว่า วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาของคณะสงฆ์ไทย คณะพุทธบริษัทชาวไทย และชาวพุทธในประเทศอินเดีย พร้อมใจกันสร้างขึ้น ณ เมืองกุสินารา อันเป็นสังเวชนียสถานที่ดับขันธปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาคืนสู่มาตุภูมิ น้อมถวายเป็นพุทธบูชา ภายใต้การดูแลของพระเดชพระคุณ พระเทพโพธิวิเทศ (วีระยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล ที่มุ่งเน้นให้พระสงฆ์ที่จำพรรษา ได้สืบสาน เผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ แดนพุทธภูมิตามรอยพระอริยสงฆ์

           ทั้งนี้เฟซบุ๊ก"วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์" ได้เผยแพร่กิจกรรมอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา พร้อมกันนี้เกี่ยวกับการบริการสังคมอย่างเช่น เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา  วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ได้มีนายชาตา บุญสูง คหบดีจากจังหวัดพังงา ทำบุญอายุวัฒนมงคล 6 รอบ เป็นเจ้าภาพมอบครื่องอุปโภค บริโภค ผ้าห่ม แป้งสาลี แก่นักเรียน และชาวบ้านรอโรงเรียนเมืองกุสินารา จำนวน 150  ชุด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล  นอกจากนี้ยังได้เจ้าภาพสร้างห้องน้ำ (สถานที่ปลดทุกข์เห็นสุขทันตา) จำนวน 2  ห้อง 40,000  รูปปี แก่โรงเรียนในเมืองกุสินารา ตามนโยบายของราชกาลอินเดียที่มุ่งเน้นให้สถานที่ สถานศึกษา สถานที่ราชกาล บ้านเรือนมีห้องน้ำใช้ ประกอบกับวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์เห็นว่าโรงเรียนแห่งนี้มีความลำบากในเรื่องของทุนทรัพย์ในการสร้างห้องน้ำเพื่อให้ครู นักเรียน ได้ใช้ห้องน้ำตามมาตรฐานถูกสุขภาวะที่ดี มีความสะอาด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่แม่ของแผ่นดิน ณ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

           จากบทบาทของพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาลดังกล่าวทำให้ เฟซบุ๊ก"วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์" ได้รายงานว่า  เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นวันที่คนอินเดียทั้งชาติร่วมเฉลิมฉลองกันอย่างมีความสุข ในวันประกาศอิสระภาพ จากการที่ประเทศนี้เคยตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ และสามารถต่อสู้เรียกร้องอิสรภาพได้เพราะพลังแห่งความรักชาติและความสามัคคี ปึกแผ่นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติบรรพบุรุษนักสู้ของเขาต้องสละชีวีตเพื่อชาติไปเป็นจำนวนมาก

           วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ รัฐอุตตรประเทศ พระสงฆ์ไทยได้รับเกียรติเป็นพิเศษเป็นประจำทุกปี ได้นิมนต์ไปเป็นประธานในพิธีชักธงชาติอินเดียและกล่าวสุนทรพจน์ เพื่อร่วมฉลองเอกราชของประเทศอินเดีย เพราะเป็นความสำเร็จในการไปปฏิบัติหน้าที่ของพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย จนเกิดการยอมรับของประชาชนในระดับท้องถิ่น ต้องยอมรับว่า เลือดความรักชาติที่ถูกปลูกฝังให้กับยุวภารตชนนั้นเข้มยิ่งนัก อินเดียถ้าไม่ยอมรับใครแล้วยากยิ่งที่จะได้รับเกียรติให้ไปจับธงชาติอันเป็นสัญญลักษณ์แห่งเอกราชอันยิ่งใหญ่ของเขา ในปีนี้ทางวัดได้มีสถาบันการศึกษาต่างๆ มานิมนต์พระธรรมทูตไทยไปร่วมงานวันชาติถึง 28 แห่ง รวมนักเรียนเกือบหนึ่งหมื่นคน พระสงฆ์ไทยทุกรูปทั้งหมดที่ไปจำพรรษา จึงได้ออกปฏิบัติหน้าที่กัน บางคนก็ต้องไปถึงสี่ถึงห้าแห่งเพื่อสนองศรัทธาของประชาชนชาวอินเดียทั้งที่โรงเรียนนั้นอยู่ในชนบลเดินทางเข้าไปถึงโรงเรียนลำบากก็ตาม นับเป็นการปฏิบัติหน้าที่สานสัมพันธ์ทั้งสองประเทศได้อย่างน่าอนุโมทนายินดียิ่ง 

           นายเยาวหราล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศอินเดีย ได้กล่าวปราศรัยในวันประกาศอิสรภาพของอินเดีย (India's Independence Day) ณ บริเวณเชิงเนินป้อมแดง Red Fort ในกรุงเดลี ในวันที่ 15  สิงหาคม ปี 1947  (พ.ศ.2490) ว่า "ในขณะที่เสียงนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืน ในยามที่โลกหลับใหล อินเดียจะตื่นขึ้นมามีชีวิตและเสรีภาพ เมื่อโอกาสสำคัญซึ่งยากเป็นไปได้ในประวัติศาสตร์นี้ได้มาถึง เมื่อนั้นพวกเราจะก้าวออกจากโลกเก่าเข้าสู่โลกใหม่ ...อินเดียจะได้ค้นพบตัวตนของตนเองอีกครั้ง "