เพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงทำให้เกิดโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน และได้ยังประโยชน์ให้กับราษฎรในการประกอบอาชีพดั่งเช่นในทุกวันนี้ 
“เราภาคภูมิใจมากกับอาชีพการเกษตรที่ในหลวงพระราชทานมา ภายใต้โครงการพระราชดำริลุ่มแม่อาวน้อย ท่านให้หลายอย่างแก่เรา เดิมนั้นพื้นที่ลุ่มแม่อาวน้อย เป็นพื้นที่ที่กันดารมากที่สุด ไม่มีอะไรเลย นอกจากภูเขาหัวโล้น แต่เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเดิม ขึ้นไปบนเขาสิ โอ้โห้ ถนนลาดยางหมดแล้วนะ และคนที่อยู่ก็ได้รับการพัฒนาทั้งด้านชีวิตและอาชีพ ”
นายสมัย ไชยวงศ์ เกษตรกรวัย 72 ปี อยู่บ้านเลขที่ 185 หมู่ที 7 บ้านเหล่ายาวเหนือ ตำบลเหล่ายาว อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน บอกกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายหลังการเกิดขึ้นของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งนี้
“ ยอมรับว่าถ้าไม่มีโครงการ ไม่มีแนวคิดของในหลวงท่านถือว่าเราจะมาถึงวันนี้หรือเปล่า ในการ หนึ่งรายได้ สองประสบการณ์ เราก็คงจะอยู่แบบลุ่มๆดอนๆ ที่เราอยู่ได้ยาวนานอย่างทุกวันนี้ก็ด้วยแนวคิดของพระองค์ท่าน ดังนั้นหากเกษตรกรถ้ายึดแนวทางในหลวงท่านก็จะประสบความสำเร็จทุกราย”

                 สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาว ต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. เป็นหนึ่งในหน่วยงานดำเนินการที่ประกอบด้วย กรมป่าไม้ ส.ป.ก. กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในการสนองพระราชดำริภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้งนี้ ส.ป.ก. ได้ดำเนินการช่วยเหลือทั้งด้านการจัดที่ดินทำกิน และพัฒนาความเป็นอยู่รวมถึงการประกอบอาชีพ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดี สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

                     สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาว ต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน
สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดลำพูน ถือเป็นหน่วยงานที่เกื้อกูลในการจัดการหลายอย่างมี บ่อน้ำ มีเครื่องมือในการปั๊มน้ำมาช่วย รวมถึงเข้ามาส่งเสริมเทคนิคการใช้น้ำอย่างประหยัด มีการให้เอกสิทธิ์ในการที่เราประกอบอาชีพตรงนี้ อีกอย่างหนึ่งก็เข้ามาช่วยเหลือในด้านการให้ที่ดิน เอื้อให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเป็นศูนย์รับน้ำนม ต้องยอมรับว่าปฏิรูปที่ดินลำพูนเป็นอีกหนึ่งที่พึ่งของเรา ที่ช่วยทำให้สามารถลืมตาอ้าปากมาได้ทุกวันนี้  ” 
ทั้งนี้ ลุงสมัย เป็นหนึ่งในเกษตรกรในโครงการฯ ที่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินจาก ส.ป.ก. จำนวน 23 ไร่ และได้ใช้ประโยชน์ในการสร้างรายได้ด้วยการประกอบอาชีพการเกษตรแบบผสมผสาน ที่มีทั้งการปลูกพืช อย่างลำไย มะม่วง และเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะโคนม ที่วันนี้ถือเป็นอาชีพหลักในการสร้างรายได้

                สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาว ต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ภายใต้การเข้ามาช่วยเหลืออย่างเต็มที่ของหน่วยงานต่าง ๆที่เกี่ยวข้อง ได้ส่งผลให้ลุงสมัย และเกษตรกรภายในพื้นที่โครงการฯ ต่างสามารถก้าวสู่ความสำเร็จในอาชีพการเลี้ยงโคนม จนกลายเป็นแหล่งเลี้ยงโคนมที่สำคัญของภาคเหนือ
“นอกจากองค์ความรู้ต่างๆที่ทุกหน่วยงานนำมาให้ ลุงสมัยยังยึดตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับหลักปรัชญาหลักเศรษฐกิจพอเพียง ที่ใช้เป็นแนวทางสำคัญของการประกอบอาชีพการเลี้ยงโคนม ที่วันนี้ถือเป็นรายได้หลักของตนเอง รวมถึงของเกษตรกรคนอื่นในพื้นที่อำเภอโฮ่ง“
“การยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ช่วยทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างไม่ผิดพลาด เพราะจะมีการคิดก่อนทำ ทุกอย่างต้องรอบคอบ อีกทั้งยังยึดหลักการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในเรื่องของการพึ่งพาตนเอง เน้นให้เกิดความยั่งยืนเป็นหลัก” ลุงสมัยกล่าวว่า 
“ การเลี้ยงโคนม เป็นอาชีพพระราชทานของในหลวง รัชกาลที่ 9  ที่มีประโยชน์มาก ช่วยทำให้เด็กนักเรียนทุกเพศทุกวัยได้ดื่มนมโคสด ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และทำให้เรามีรายได้มาเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานได้เป็นอย่างดี” 
สำหรับการเลี้ยงโคนมของลุงสมัยในวันนี้ มีโคนมทั้งสิ้น 150 ตัว โดยแม่โครีดนม 1 ตัว จะสามารถสร้างรายได้ให้เฉลี่ยตัวละ 9,000 บาทต่อเดือน ซึ่งน้ำนมที่รีดได้จะส่งจำหน่ายให้กับ บริษัท เชียงใหม่เฟรชมิลค์ จำกัด
ด้วยความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้นี้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดลำพูน จึงได้สนับสนุนให้ฟาร์มโคนม เป็นศูนย์เรียนรู้แก่เพื่อนเกษตรกร ในเขตปฏิรูปที่ดิน 
“ฟาร์มของลุงสมัย เป็นฟาร์มของเกษตรกรที่พึ่งพาตนเอง และใช้ดุลพินิจความขยันหมั่นเพียร และความพยายามจึงจะประสบความสำเร็จได้ ถ้าวันไหนมีเพื่อนเกษตรกรจากที่ต่าง ๆมาเยี่ยมชม เราจะใช้ประสบการณ์ที่เรามี สอนให้ว่า การเลี้ยงโคนมจะต้องทำตัวเป็นอย่างไร จะมุ่งมั่นและมีใจรักขนาดไหนและต้องมีความคิดความอ่านในการบริหารจัดการ” ลุงสมัยกล่าว 
นอกจากเป็นเกษตรกรต้นแบบความสำเร็จในการสร้างฟาร์มของตนเองแล้ว ลุงสมัยยังเป็นเกษตรกรผู้นำในฐานะประธานแปลงใหญ่โคนมอีกด้วย
“สำหรับการดำเนินงานในรูปแปลงใหญ่นั้น ได้มีการพัฒนากลุ่มสมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนาด้านการตลาด ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเรื่องตลาดนำการผลิต เช่น การเชื่อมโยงตลาดโดยทำบันทึกข้อตกลง หรือ MOU กับ บริษัท เชียงใหม่เฟรชมิลค์ โดยจะส่งนมให้กับบริษัทประมาณวันละ  18 ตัน นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและการตลาดร่วมกับสหกรณ์โคนมลำพูน และสหกรณ์โคนมบ้านโฮ่ง เพื่อจำหน่าย ข้าวโพดต้นสดเป็นอาหารสัตว์ หรือที่เรียกว่า ไซเลจ (Silage) อีกประมาณ 6 ตันต่อวัน โดยราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 2.20-2.50 บาท” ลุงสมัย กล่าวในที่สุด
เพราะการพัฒนาคนพัฒนาอาชีพภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ วันนี้จึงทำให้เกิดเกษตรกรต้นแบบแห่งความสำเร็จอย่างยั่งยืน ที่ชื่อ สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาวผู้นี้