ไม่ใช่เกษตรกรแห่งชาติ ไม่ใช่คนเกษตรพันธุ์แท้แต่คลุกคลีอยู่กับวิถีการเกษตรมาค่อนชีวิตสำหรับ'พิพัฒน์ นาสนิท”เจ้าของ”ไร่พิชญาภา”ในต.คลองยาง อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ที่วันนี้ได้โบกมืออำลาชีวิตลูกจ้างในเมืองหลวง ทิ้งรายได้รายได้กว่าครึ่งแสนต่อเดือนกลับสู่บ้านเกิด(ภรรยา)ด้วยการเนรมิตพื้นที่กว่า 10 ไร่ทำสวนเกษตรแบบผสมผสานตามรอยเท้าพ่อเศรษฐกิจพอเพียง ถือคติว่า”ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ที่เหลือขาย รายได้เก็บออม”
 

                  "ไร่พิชญาภา"ในรูปแบบสวนสมรม  อีกก้าววิถีเกษตรกร"พิพัฒน์ นาสนิท"

หากย้อนดูเส้นทางชีวิตของเขาถือว่าไม่ธรรมดา หลังเรียนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีเมื่อกว่า 30 ปีก่อน จึงมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงเพื่อหางานทำตามความฝันของเด็กต่างจังหวัด โดยเริ่มจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน  จากนั้นมาอยู่ฝ่ายบุคคลนสพ.วัฎจักร ก่อนจับพลัดจับพลูมาอยู่ฝ่ายบุคคลของบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)หลังวัฎจักรได้ปิดตัวลง
 เขาทำงานอยู่กับโอสถสภานานกว่า 20 ปี ไต่เต้าจากพนักงานตัวเล็ก ๆ จนก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายบุคคล มีหน้าที่รับผิดชอบการคัดกรองผู้สมัครเข้าทำงานในบริษัท เป็นตำแหน่งสุดท้าย  ก่อนเออรี่ตัวเองกลับสู่บ้านเกิดของภรรยาที่อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์เมื่อ 2 ปีที่แล้วเพื่อมารับช่วงต่อกิจการงานเกษตรของครอบครัวภรรยา เนื่องจากบิดาได้เสียชีวิตลง
 “ภรรยาทำอยู่บริษัทประกันภัย รายได้ตอนนั้นสองรวมกันก็แสนกว่าบาทและตั้งใจไว้ว่าหลังเกษียณจากการก็จะกลับไปอยู่ไร่นั่นแหละแต่บังเอิญพ่อตาได้เสียชีวิตลง จึงตัดสินใจลาออกจากงานกลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัดเพื่อสานต่องานเกษตรของพ่อที่ได้ลงมือทำไว้บ้างแล้วแต่อยู่ในขั้นเริ่มต้นเจ้าของไร่พิชญาภาย้อนที่มา ก่อนลาออกจากงานประจำมาทำสวนเกษตรผสมผสานอย่างเต็มตัวเมื่อ 2 ปีก่อน

             "ไร่พิชญาภา"ในรูปแบบสวนสมรม  อีกก้าววิถีเกษตรกร"พิพัฒน์ นาสนิท"  จากไร่มันสำปะหลังที่ถูกเนมิตให้เป็นสวนเกษตรสมัยใหม่ เริ่มจากวางระบบน้ำด้วยสปริงเกอร์ จัดการแปลงปลูกอย่างเป็นระบบในรูปแบบเกษตรผสมผสาน มีตั้งแต่ไม้ยืนต้น ไม้ใบ ไม้ผลไปจนถึงพืชผักสมุนไพร หวังให้มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตตลอดทั้งปี อาทิ มะม่วงสายพันธ์ต่าง ๆ มะนาวในวงบ่อ ไผ่หวาน กล้วย มะละกอ  สะตอ ผักเหรียง ชะอม พริก มะเขือ ตะไคร้ ใบมะกรูดและอีกมากมาย
 กว่า 2 ปีที่เขาเริ่มลงทุนดำเนินการ จนวันนี้พืชหลายชนิดก็เริ่มให้ผลผลิตและนำออกจำหน่ายแล้ว แม้จะมีไม่มากแต่ก็มีรายได้เข้ามาเกือบทุกวัน ทั้งจากนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมสวนบ้าง แต่ผลผลิตส่วนใหญ่จะนำไปจำหน่ายที่กรุงเทพฯ ในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์เสาร์-อาทิตยที่ตลาดในหมู่บ้านสวนหลวงร.9 ย่านถ.ศรีนครินทร์ กรุงเทพฯ 
 “บางอาทิตย์ก็ไปนั่งขายเอง แต่ส่วนใหญ่จะเอาไปส่งให้ภรรยาขายในวันศุกร์ตอนเย็น เพราะเขายังทำงานประจำอยู่ วันหยุดก็จะมานั่งขายผลผลิต ทำแบบนี้มาเกือบ 2 ปีแล้ว ผลผลิตก็จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปช่วงไหนมีผลผลิตอะไรออกก็จะเอาไปขายไม่ซ้ำกัน อย่างช่วงนี้ก็มีหน่อไม้ มะนาว ออกมาเยอะ รายได้ก็จะมาผลผลิตสองชนิดนี้  ตอนช่วงโควิด 2-3 เดือนที่แล้วมะม่วงออกมาเยอะ เอาออกขายก็ไม่ได้ ก็ต้องวิ่งไล่แจกพรรคพวกเพื่อนฝูง ใครต้องการก็จัดส่งทางไปรษณีย์ไปให้ส่งทั่วประเทศ โดยให้จ่ายเฉพาะค่าขนส่ง ส่วนมะม่วงให้ฟรี ไม่คิดตังค์”พิพัฒน์เผย
ส่วนรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตนั้น พิพัฒน์ยอมรับว่า แม้จะไม่มากมายแต่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือความสุขในชีวิต ไม่ต้องดิ้นรนแก่งแย่งแข่งขัน  ได้รับประทานอาหารปลอดภัยที่มาจากน้ำพักน้ำแรง เนื่องจากไร่พิชญาภาเป็นเกษตรอินทรีย์ ผลผลิตทุกอย่างจึงมีความปลอดภัยจากสารเคมี100%
“ตอนนี้มีรายได้เข้ามาทุกวัน ๆ ละห้าร้อยถึงพันขายในตลาดหมู่บ้าน ยังไม่นับรวมที่ส่งขายกรุงเทพฯ ถ้าคิดรายได้แต่ละเดือนหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ จะเหลืออยู่ประมาณ 2-3 หมื่นบาท ซึ่งก็เป็นเงินเก็บ เพราะค่าจ่ายใช้ในชีวินประจำวันก็แทบจะไม่ต้องใช้จ่ายอะไรเลย เพราะเรามีทุกอย่างแล้ว”
สำหรับในอนาคตที่ได้ตั้งเป้าไว้ พิพัฒน์บอกว่าอยากพัฒนาให้เป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตรในรูปแบบของสวนสมรมเหมือนกับทางปักษ์ใต้ โดยต้องการปลูกพืชชนิดต่าง ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาจจะดูไม่เป็นระเบียบเป็นแถวเป็นแนวหมือนสวนเกษตรสมัยใหม่  แต่ต้องการให้เห็นความหลากหลายของชนิดพืชที่ปลูกมากกว่า 
ขณะเดียวกันได้เตรียมปรับพื้นที่ปลายไร่ที่อยู่ติดเชิงเขาใช้เป็นสถานที่กางเต้นสำหรับการพักผ่อนแก่นักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนที่ต้องการมาสัมผัสไอหนาวใปลายปีนี้ อย่างไรก็ตามสำหรับผู้สนใจเยี่ยมชมไร่พิชญาภาหรือสนใจผลผลิตปลอดสารจากไร่ โทร.08-1354-0226 หรือเพจ ไร่พิชญาภา  เจ้าของสวนยินดีต้อนรับ