คมชัดลึกออนไลน์ 3 เมษายน 2563
คมชัดลึกออนไลน์
เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง

 เปิดผลศึกษา"เอสอีเอ"ลุ่มน้ำสะแกกรัง

28 มกราคม 2563 - 05:53 น.
สทนช,ลุ่มน้ำสะแกกรัง
เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง

Shares :
เปิดอ่าน 177 ครั้ง

 เปิดผลศึกษา"เอสอีเอ"ลุ่มน้ำสะแกกรังสู่ต้นแบบ"บริหารทรัพยากรน้ำ"ยั่งยืน


         ลุ่มน้ำสะแกกรัง ถือเป็น 1 ใน 5 ลุ่มน้ำที่รัฐบาลโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติหรือสทนช.ทำการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์หรือเซียSEA)ในทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งประกอบด้วย ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำบางปะกง ลู่มน้ำทะเลสาบสงขลา ลุ่มน้ำโขง ชี มูลและลุ่มน้ำยม โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่รัฐบาลมีการจัดทำแผยยุทธสาสตร์ชาติด้านน้ำ 20 ปี เพื่อสะท้อนให้เห็นสภาพปัญหาอย่างแท้จริงและใช้ประกอบการตัดสนใจในระดับนโยบาย หวังใช้เป็นต้นแบบบริหารทรัพยากรน้ำในทุกลุ่มน้ำให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน        

 ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์(ขวา) เลขาธิการสทนช.


ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

 

     “เอสอีเอ(SEA) เป็นการศึกษาทั้งลุ่มน้ำ ส่วนอีไอเอ(EIA)จะศึกษาเฉพาะโครงการ ๆ ไป ที่ผ่านมาเราจะได้ยินแต่เฉพาะอีไอเอหรืออีอีเอ เพราะเอสอีเอเพิ่งเริ่มดำเนินการหลังรัฐบาลได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านน้ำ 20 ปี”

     แหล่งข่าวบริษัท มหานครคอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาด้านน้ำ ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างการศึกษาเอสอีเอกับอีไอเอ โดยลุ่มน้ำสะแกกรังนั้นได้เริ่มมีการศึกษาประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์(SEA)ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 และสิ้นสุดโครงการในเดือนมกราคม 2563 ก่อนรายงานผลสรุปการศึกษาให้ทางสทนช.เพื่อนำสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ(กนช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

          "ผลการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ที่เป็นทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมทั้งลุ่มน้ำ อย่างการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำสะแกกรัง จะต้องพิจารณาองค์รวมเพื่อให้เกิดความสอดคล้องร่วมกันระหว่างพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยในอดีตที่ผ่านมา การวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำของพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง จะพิจารณาจากมุมมองของภาครัฐเป็นรายโครงการหรือเฉพาะด้าน และอาจจะขาดการพิจารณาผลกระทบต่อเนื่องที่มีต่อภาคส่วนอื่น ๆ จนส่งผลให้เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชนในพื้นที่"

พื้นที่การศึกาาลุ่มน้พำสะแกกรัง

       ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง และฟังผลสรุปการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA)จากเจ้าหน้าที่กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำบาดาล การประปาส่วนภูมิภาคและหน่วยทหารในพื้นที่ ที่เป็นทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสม  ทั้งการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ตามศาสตร์พระราชาและติดตามความคืบหน้าระบบประปาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ต.บ้านใหม่คลองเคียน อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี

      เลขาธิการสทนช.กล่าว9jvว่า ลุ่มน้ำสะแกกรัง มีพื้นที่ 4,911.48 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ อุทัยธานี นครสวรรค์ และกำแพงเพชร เป็นพื้นที่ที่มักประสบปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง และคุณภาพน้ำ ตามลักษณะทางกายภาพของลุ่มน้ำและวิถีชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่ พื้นที่ตอนบน มีลักษณะเป็นพื้นที่สูงชัน มีสภาพป่าไม้อุดมสมบูรณ์ พื้นที่ตอนกลาง มีลักษณะเป็นรูปคลื่น เนื้อดินร่วนปนทรายไม่อุ้มน้ำ ทำให้พื้นดินมีความแห้งแล้ง การกัดเซาะพังทลายสูง และเกิดตะกอนทับถมจนตื้นเขินไม่สามารถระบายน้ำได้ ตลอดจนแหล่งเก็บกักน้ำและระบบกระจายน้ำมีไม่เพียงพอ จึงมักประสบปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอยู่เสมอ

         และพื้นที่ตอนล่าง มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่ม เป็นจุดรวมของลำน้ำสาขาต่างๆ อีกทั้งมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ เกิดตะกอนในลำน้ำทำให้ตื้นเขิน รวมทั้งได้รับอิทธิพลจากระดับน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา จึงมักเกิดปัญหาอุทกภัยเป็นประจำ นอกจากนี้ ยังเกิดปัญหาน้ำเน่าเสียจากการขยายตัวของชุมชนเมือง การใช้สารเคมีในพื้นที่การเกษตร การขาดแหล่งเก็บกักน้ำในพื้นที่ด้านบนที่จะช่วยระบายน้ำมาเจือจางและผลักดันน้ำเสียในช่วงฤดูแล้ง ดังนั้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำสะแกกรัง จะต้องพิจารณาองค์รวมเพื่อให้เกิดความสอดคล้องร่วมกันระหว่างพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ  

        “สทนช.ในฐานะองค์กรหลักด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ได้บูรณาการแนวทางในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ใหม่ โดยจัดให้มีการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์พื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง เพื่อประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อม และแนวทางพัฒนาและบริหารจัดการน้ำที่สามารถนำไปสู่ความสมดุลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มีการพิจารณาทางเลือกทั้งจากนโยบายรัฐ และความต้องการของประชาชน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นทางเลือกการพัฒนาที่สะท้อนความต้องการของกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มากที่สุด”

         อย่างไรก็ตามจากการศึกษาดังกล่าว จึงได้ผลลัพธ์ที่สำคัญ 2 ส่วน คือ 1.ยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง โดย “มุ่งสู่การพัฒนาเกษตรพื้นถิ่นร่วมกับการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวตามนโยบายของรัฐ” เนื่องจากจุดแข็งของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ จะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้แก่ระบบเกษตรพื้นถิ่น ซึ่งต้องมีการเติมเต็มระบบบริหารจัดการน้ำ และศักยภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน

              2.แผนงานตามแนวทางพัฒนาลุ่มน้ำแบบบูรณาการระดับยุทธศาสตร์ โดยแบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะ สอดคล้องกับแผนการพัฒนาลุ่มน้ำที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนด ประกอบด้วย แผนบริหารจัดการ 8 ด้าน รวมทั้งสิ้น 20 แผนงาน ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทน้ำทั้ง 6 ด้าน และเพิ่มเติมแผนพัฒนาการท่องเที่ยว และการพัฒนาศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตร พร้อมมาตรการเพื่อความยั่งยืน มาตรการบรรเทาผลกระทบ และมาตรการติดตามตรวจสอบ ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปจัดทำแผนให้สอดคล้องกับมาตรการดังกล่าว และดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาของแผนยุทธศาสตร์

   

           “ในระยะสั้นจะเน้นการจัดหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ที่ไม่เพียงพอ เช่น หมู่บ้านขาดแคลนน้ำในลุ่มแม่วงก์ สะแกกรังตอนล่างส่วนที่ 1 ซึ่งมีศักยภาพน้ำบาดาลต่ำ รวมทั้งการเก็บน้ำในลำดับ โดยเฉพาะลำน้ำแม่วงก์ และในระยะกลางจะเสนอแผนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแนวทางผันน้ำเพื่อลดปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ชุมชนลาดยาว และการเก็บน้ำในแม่น้ำสะแกกรังในพื้นที่ตอนล่าง ซึ่งเข้าข่ายต้องจัดทำรายงาน EIA โดยหน่วยงานที่มีภารกิจที่เกี่ยวข้อง 14 หน่วยงาน จะได้เร่งจัดเข้าแผนงานเพื่อเสนอขรับการจัดสรรงบประมาณต่อไป”เลขาธิการสทนช.กล่าวย้ำ

             อย่างไรก็ตามทางสทนช. จะเสนอผลโครงการศึกษาดังกล่าวต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณา ให้ความเห็นชอบ และใช้ประกอบการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรังต่อไป 



5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ