6 มกราคม 2563 สทนช.​ ถกวุ่น​ 2​ เขื่อนใหญ่ปล่อยน้ำ​ 16​ ล้านลบ.ม​/วัน​ แต่ไหลผ่านหน้าเขื่อนเจ้าพระยา​แค่​ 7​ ล้านลบ.ม./วัน​ กระทบดันน้ำเค็มไม่ตามแผน​ รับลำบากใจคุย​เกษตรกร​หยุดดึงน้ำใช้​ ย้ำมีไว้เพื่ออุปโภค​เท่านั้น​ เร่งดึงน้ำจากแม่กลองช่วย 

 

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน การประปานครหลวง กรุงเทพมหานคร สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และกรมอุตุนิยมวิทยา

 

ทั้งนี้เพื่อหารือมาตราการรับมือวิกฤตภัยแล้งและน้ำทะเลหนุนสูงจนเกิดภาวะน้ำเค็มรุก  ส่งผลให้ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบปัญหาประปามีรสกร่อย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนการใช้เพื่อการอุปโภค

 

ดร.สมเกียรติ​ บอกว่า​ เขื่อนใหญ่ 2 แห่ง​ คือ​ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ระบายน้ำลงสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา​ วันละ 16 ล้านลูกบาศก์เมตร​ แต่มีน้ำไหลระบายออกจากหน้าเขื่อนเจ้าพระยา​ ที่จังหวัดชัยนาทเพียง 7 ล้านลูกบาศก์เมตร​ น้ำส่วนที่หายไป 7-8 ล้านลูกบาศก์เมตร​ คาดว่ามีเกษตรกรดึงไปใช้เพื่อการเกษตร​ จึงทำให้ไม่มีน้ำ​ เพียงพอที่จะผลักดันน้ำเค็มได้ตามแผน

 

สำหรับพื้นที่ปลูกข้าวนาปีต่อเนื่องในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีจำนวน 1.1 ล้านไร่ซึ่งจะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ส่วนนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบ​ แต่ข้าวนาปีรอบ 2 หรือข้าวนาปรัง​ จำนวน 2 ล้านไร่กว่า​ ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะต้องควบคุมไม่ให้เกินไปจากนี้​ แต่ที่ปลูกไปแล้วก็ต้องดูแลกันต่อไป 

 

ปัจจุบันจึงได้ปรับแผนนำน้ำจากลุ่มแม่น้ำแม่กลองมาช่วยผลิตน้ำประปา​ และชะลอความเค็ม​ โดยน้ำทะเลจะหนุนสูงในวันที่ 7 -​ 15 มกราคมนี้​ ทำให้มีลิ่มความเค็มสูง​ กระทบการผลิตน้ำประปา​ จึงเร่งผันน้ำจากลุ่มแม่น้ำแม่กลองผ่าน 4 คลองหลักคือ 1 คลองจระเข้สามพราน​ ผ่านมาทางแม่น้ำท่าจีนออกทางคลองพระยาบันลือ  2 คลองประปา  3  คลองบางกอกน้อย​ และ 4 คลองมหาสวัสดิ์ เพื่อลดค่าความเค็ม​  

 

โดยนับตั้งแต่​ วันที่​ 1​ พฤศจิกายน​ 2562​  -​ ปัจจุบัน​ ได้ผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง​ แล้ว​ 200​ ล้านลบ.ม.​ ซึ่งตั้งโควต้า​ไว้​ 500​ -​ 800​ ล้านลบ.ม.​ โดยที่คนในลุ่มน้ำแม่กลอง​ ไม่ได้รับผลกระทบ​ เพราะเป็นน้ำส่วนเกิน​ 

 

ส่วนอีกหนึ่งมาตรการที่จะมีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้​ (7 ม.ค.63) คือเสนอกรอบโครงสร้างศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขวิกฤตน้ำ พร้อมเสนอตั้งกองอำนวยการน้ำแห่งชาติเพื่อทำหน้าที่ติดตามวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ รวมทั้งมีการขออนุมัติงบกลางจำนวน 3,079 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาการจัดการน้ำในระยะสั้นในช่วงเวลา 2-3 เดือนนี้ด้วย