ตลอด 30 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนก่อกำเนิดเมื่อปี 2532 ภายใต้มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท จนปัจจุบันมีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯจากทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 824 โรง

         กระทั่งล่าสุดบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกับ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท เดินหน้าส่งมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนอย่างต่อเนื่อง หวังมุ่งมั่นสร้างเสริมสุขภาพอนามัยแข็งแรงของเด็กและเยาวชนไทยอย่างยั่งยืนกว่า 150,000 คน ใน 824 โรงเรียนทั่วประเทศ

       เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งผลิตไข่ไก่เพื่ออาหารกลางวันให้นักเรียนอย่างเพียงพอแล้ว ยังช่วยพัฒนาให้โรงเรียนเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และส่งเสริมทักษะด้านการเกษตร สร้างความมั่นคงทางอาหารในโรงเรียนและชุมชน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนอีกด้วย 

 ซีพีเอฟ.เติมอาหารสมองเด็กไทย

    อดิเรก ศรีประทักษ์(ที่2จากซ้าย) ประธานคณะกรรมการบริหาร ซีพีเอฟ

      “เครือเจริญโภคภัณฑ์ยึดมั่นในค่านิยมองค์กร ที่ ท่านประธานอาวุโส คุณธนินท์ เจียรวนนท์ เน้นย้ำมาตลอด คือ ปรัชญาสามประโยชน์สู่ความยั่งยืน เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานทุกระดับตระหนักอยู่เสมอ ว่า ต้องทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน” 

        อดิเรก ศรีประทักษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร ซีพีเอฟ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างเป็นประธานในพิธีส่งมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนแก่โรงเรียนบ้านดู่ (สหราษฎร์พัฒนาคาร)ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย   โดยได้รับเกียรติจากภาษเดช หงส์ลดารมภ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมาร่วมในพิธี มอบโครงการ  ซึ่งในปี 2562 ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ.และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ได้ดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนเข้าสู่ปีที่ 30 

       "นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีส่วนร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และแก้ปัญหาทุพโภชนาการของเด็กและเยาวชนไทย โดยมีบุคลากรของบริษัทฯติดตามดูแล ให้คำแนะนำด้านการเลี้ยงไก่ไข่ให้กับโรงเรียน ถ่ายทอดความรู้ในเรื่องการจัดการผลผลิตไข่ไก่สดแก่ครูและนักเรียน เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้บริโภคไข่ไก่อย่างเพียงพอ และโรงเรียนมีการดำเนินโครงการอย่างยั่งยืน"

 ซีพีเอฟ.เติมอาหารสมองเด็กไทย

      อดิเรกกล่าวต่อว่า ในปีนี้ ซีพีเอฟ สนับสนุนงบประมาณให้มูลนิธิฯดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเพิ่มอีก 46 โรงเรียน เป็นมูลค่ารวม 13 ล้านบาท โดยจะมีการส่งมอบให้ครบทุกโรงเรียนภายในเดือนพฤษภาคม 2563 ทำให้มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งซีพีเอฟติดตามดูแลในขณะนี้ทั้งสิ้น 824 โรงเรียนทั่วประเทศ

      ขณะนี้ อภัยชนม์ วัชรสินธุ์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท กล่าวเสริมว่าตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนและเกษตรกรในชนบทห่างไกล ซึ่งโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนเป็นหนึ่งในโครงการเพื่อร่วมบรรเทาปัญหาขาดแคลนโปรตีน สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตทั้งร่างกายและสติปัญญาของเยาวชน โดยนับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ มูลนิธิฯได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน รวมทั้ง ซีพีเอฟ ที่สนับสนุนโครงการฯ เป็นมูลค่ารวม 146 ล้านบาท ส่งผลให้โครงการประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง เยาวชนเข้าถึงอาหารที่มีประโยชน์ เป็นแหล่งอาหารมั่นคงของชุมชน ที่สำคัญมีองค์ความรู้ให้ครูและนักเรียนสามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ เกิดกองทุนหมุนเวียน และเป็นแหล่งเรียนรู้อาชีพของคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

      นอกจากกิจกรรมมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนแล้ว คณะผู้บริหารของซีพีเอฟและมูลนิธิฯ ยังได้มอบเครื่องอุปโภคบริโภคและเงินดำรงชีพให้แก่ผู้สูงอายุ ในโครงการกองทุนซีพีเอฟ คืนสุข ผู้สูงวัย และมอบสัญญาจ้างงานคนพิการ ภายใต้ ”โครงการจ้างงานคนพิการ” ในโรงเรียนที่ร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ซึ่งซีพีเอฟได้ดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรด้านการศึกษา สร้างกำลังใจและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการให้ภูมิใจในคุณค่าของตัวเอง โดยปัจจุบัน ซีพีเอฟมีการจ้างงานคนพิการ จำนวน 424 คน ช่วยงานในโรงเรียนใน 240 โรงเรียนทั่วประเทศ 

   ด้าน ภาษเดช หงส์ลดารมภ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่ารู้สึกเป็นเกียรติและดีใจอย่างยิ่ง ที่มีโอกาสร่วมในพิธีรับมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน จากรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินโครงการนี้ ทำให้เห็นว่า ซีพีเอฟมีความตั้งใจจริงในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในชนบทมีอาหารอิ่มท้อง เจริญเติบโตสมวัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี ตลอดจนห่วงใยไปถึงคนในชุมชน ด้วยการใส่ใจดูแลผู้สูงอายุที่ยากไร้ให้ได้รับความสะดวกสบายตามสมควร ส่งเสริมให้คนพิการมีงานทำ มีรายได้เพื่อดูแลตนเองและครอบครัว แสดงถึงการเป็นองค์กรที่ปลูกฝังเรื่องความกตัญญูและเห็นคุณค่าของทุกคนในสังคม

    “ผมขอเป็นตัวแทนของประชาชนจังหวัดเชียงรายและตัวแทนของทุกโรงเรียนที่รับมอบโครงการฯในวันนี้ ขอบคุณซีพีเอฟและมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกโรงเรียนจะสามารถพัฒนาและต่อยอดโครงการไปสู่การเป็นต้นแบบแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน”รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวย้ำทิ้งท้าย

 

“ฟาร์มไก่”แหล่งเรียนรู้งานนักเรียน 

        ผจญ กุณา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดู่ (สหราษฎร์พัฒนาคาร) กล่าวว่า โรงเรียนบ้านดู่ฯ เป็นโรงเรียนขนาดกลาง มีนักเรียน 750 คน เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งการส่งเสริมให้เด็กๆได้เรียนรู้ด้านการเกษตร เช่น การเข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน โดยมีบุคลากรของซีพีเอฟช่วยถ่ายทอดความรู้และวิธีการเลี้ยงที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ จึงเป็นการวางพื้นฐานวิชาชีพให้ติดตัวไปใช้ในอนาคต

         “การเข้าร่วมโครงการนี้โรงเรียนได้รับมอบไก่ไข่จากซีพีเอฟ 300 ตัว ทำให้มีผลผลิตไข่ไก่เพื่อมาทำอาหารกลางวันนักเรียนได้รับประทานอย่างทั่วถึง หรือหากมีผลผลิตไข่ไก่จำนวนมากก็สามารถนำไปจำหน่ายให้คุณคร ผู้ปกครองนักเรียนและคนในชุมชน ทำให้เด็กๆมีโอกาสเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการและการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายด้วย” 

 ซีพีเอฟ.เติมอาหารสมองเด็กไทย

      บัว สายเมือง อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนบ้านดู่ (สหราษฎร์พัฒนาคาร) บอกว่า รู้สึกดีใจและขอบคุณซีพีเอฟ ที่เข้ามาดำเนินการโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน ซึ่งโครงการดังกล่าวทำให้เกิดประโยชน์หลายด้าน เช่น โรงเรียนได้รับฐานการเรียนรู้ให้นักเรียนฝึกปฏิบัติจริง มีไข่ไก่ไปสนับสนุนโครงการอาหารกลางวัน เป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่โรงเรียนหรือชุมชนที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน มีไข่สดสะอาดปลอดภัยไว้บริโภค รวมทั้งโรงเรียนยังได้โรงเรือนใหม่ที่ได้มาตรฐาน มีสถานที่ปฏิบัติงานจริง และเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ ที่สำคัญนักเรียนในโรงเรียนจะได้มีไข่สด สะอาดปลอดภัยไว้สำหรับโภคด้วย

      “หนูจะมาช่วยกันเก็บทุกวันกับเพื่อนๆ ทุกวันในช่วงบ่ายสามโมงเพื่อนำไปให้แม่ครัวทำอาหารอาทิตย์ละ 3 วัน ซึ่งแต่ละวันจะมีเมนูที่แตกต่างกันไป เช่นไข่พะโล้ ไข่เจียว ไข่ระเบิด ส่วนที่เหลือจากการนำไปประกอบอาหารแล้วก็จะนำไปขายให้สหกรณ์โรงเรียนและผู้ปกครองที่สนใจ”นักเรียนคนเดิมกล่าว