royal coronation
11 ธันวาคม 2562
เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง

ไม่จบง่าย ๆ แบน 3 สารเตรียมฟ้องนายกฯ กพร.สอบกรมวิชาการเกษตร

19 พฤศจิกายน 2562 - 00:00 น.
แบน 3 สาร,กรมวิชาการเกษตร,สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร
Shares :
เปิดอ่าน 548 ครั้ง

ผู้ประกอบการนำเข้า จำหน่ายสารเคมีเตรียมฟ้องรัฐ หากออกประกาศยกเลิก 3 สาร ยันขึ้นทะเบียนถูกกฏหมาย ถูกบังคับให้จ่ายค่าทำลายตันละ 100,000 บาท

 

19 พฤศจิกายน 2562 ส.ผู้ประกอบการนำเข้าและจำหน่ายสารเคมีการเกษตร ยื่นหนังสือนายกฯ กพร. สอบกรมวิชาการเกษตรผิดพ.ร.บ.อำนวยความสะดวกพิจารณาอนุญาตของทางราชการเนื่องจากไม่อนุญาตให้นำเข้าและส่งออกสารเคมีการเกษตรทุกชนิดมาหลายเดือนแล้ว อ้างยกเลิก 3 สารยังไม่มีผลบังคับใช้

 

 

นายวีรวุฒิ กตัญญูกุล นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตรกล่าวว่า ยังไม่ได้รับหนังสือเชิญจากน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามที่มีข่าวว่า จะเชิญสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายสารเคมีไปประชุมที่กระทรวงเกษตรฯ วันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ จากการหารือร่วมกับสมาคมอารักขาพืชไทยและสมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทยเห็นตรงกันว่า หากมีหนังสือเชิญมาก็จะไปประชุม แม้ไม่คาดหวังว่า น.ส. มนัญญาจะรับฟังเหตุผลอะไรเนื่องจากที่ผ่านมา เห็นชัดเจนว่า ตัดสินใจกำหนดนโยบายต่าง ๆ โดยใช้อารมณ์และขาดข้อมูลทางวิชาการที่เชื่อถือได้ แต่จะไปเพื่อชี้แจงถึงผลกระทบร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นตามมาซึ่งไม่ใช่เฉพาะแก่ผู้ประกอบการ แต่ยังรวมถึงเกษตรกร ภาคอุตสาหกรรมเกษตร ปัญหาการค้าระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจชาติ

 

ทั้งนี้เหลือเวลาอีกเพียง 8 วันซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจะลงนามในประกาศกระทรวงฯ ปรับสถานะสารเคมี 3 ชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก นำผ่าน และครอบครอง ดังนั้นการที่น.ส. มนัญญาพร้อมจะสั่งการกรมวิชาการเกษตรออกใบอนุญาตส่งสารเคมี 3 ชนิดขายคืนบริษัทผู้ผลิตหรือส่งออกไปประเทศที่สามนั้น ไม่เกิดประโยชน์อะไรเพราะหากขายคืนบริษัทผู้ผลิตราคาก็ได้น้อยกว่าที่ซื้อมา ทั้งยังต้องจ่ายค่าขนส่งด้วย

 

ส่วนการส่งขายประเทศที่สามคงขายได้ไม่มาก จากจำนวนสินค้าที่มีอยู่ในประเทศเกือบ 30,000 ตันเนื่องจากกระชั้นชิดเวลาที่จะออกประกาศยกเลิกการใช้แล้ว ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรไม่ออกใบอนุญาตให้ทั้งนำเข้าและส่งออกสารเคมีทางการเกษตรทุกชนิดมาหลายเดือน ทั้งที่กฎหมายยกเลิก 3 สารยังไม่มีผลบังคับใช้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเสียหาย ล่าสุดได้ทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) เพื่อให้สอบสวนกรมวิชาการเกษตรฐานกระทำผิดพ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 รวมทั้งทำหนังสือร้องเรียนไปยังนายกรัฐมนตรีด้วย 

 

 

นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมและกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ ได้แก่ สมาคมผู้อาหารสัตว์ไทย สมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่งเหลืองและรำข้าวซึ่งใช้เมล็ดถั่วเหลืองแห้งและกากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบ ตลอดจนผู้ประกอบการธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แป้งสาลี เบเกอรี่ และขนมขบเคี้ยวซึ่งต้องใช้วัตถุดิบคือ ข้าวสาลีที่นำเข้าจากต่างประเทศทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

 

เพื่อชี้แจงผลกระทบจากการที่จะไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบเหล่านี้ได้เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกมายังไทยใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดทั้งสิ้น ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแต่ละรายสตอกวัตถุดิบไว้เพียง 2-3 เดือน หากนำเข้าไม่ได้ โรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากต้องปิดตัวลง จะมีคนตกงานมากมาย และเกิดปัญหาสังคมต่างๆ ตามมาแน่นอน สิ่งที่ภาครัฐไม่ได้นึกถึงก่อนตัดสินใจเรื่องนี้คือ ผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศที่อาจล่มสลาย นอกจากนี้ยังทำผิดข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) ไทยจะถูกร้องเรียนว่า กีดกันทางการค้าจากหลายประเทศ

 

นายวีรวุฒิกล่าวต่อว่า เตรียมจะร้องศาลปกครองเช่นเดียวกับกลุ่มเกษตรกร โดยจะรอดูว่า ศาลจะมีคำสั่งอย่างไร เมื่อกลุ่มเกษตรกรยื่นคำร้อง หากไม่มีการคุ้มครองชั่วคราว ทั้ง 3 สมาคมจะร้องเป็นอีกคดีหนึ่ง ส่วนที่น.ส. มนัญญาระบุว่า ผู้ประกอบการต้องเป็นผู้จ่ายค่าทำลายเองนั้นเชื่อว่า บริษัทที่นำเข้าและจำหน่าย รวมถึงร้านค้าต่างๆ จะฟ้องอีกคดีความหนึ่งเช่นกันเนื่องจากผู้ประกอบการขึ้นทะเบียนนำเข้าและจำหน่ายกับกรมวิชาการเกษตรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 

 

50 ปีที่ผ่านมา มีการยกเลิกสารเคมีทางการเกษตรไป 98 ชนิด โดยไม่เคยมีธรรมเนียมปฏิบัติให้ผู้ประกอบการจ่ายค่าทำลายเลย แต่กรมวิชาการเกษตรจะมีกำหนดระยะเวลาให้ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าคงค้างได้หมด ทางออกของเรื่องนี้มีเพียงประการเดียวคือ ยึดตามมติเดิมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในการจำกัดการใช้ แล้วกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมให้มีการวิจัยว่า สารเคมีการเกษตรที่จะยกเลิกนี้ หากใช้อย่างถูกต้องจะมีพิษจริงหรือไม่เนื่องจากงานวิจัยที่นำมาพิจารณาเป็นงานวิจัยที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล

 

อีกทั้งจะสามารถทดลองการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรและหาสารอื่นที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมมาทดแทน แล้วจึงประกาศยกเลิกซึ่งประเทศต่างๆ ปฏิบัติเช่นนี้ทั้งนั้น หากวันที่ 1 ธันวาคมประกาศยกเลิกทันที ห่วงโซ่อาหารและเศรษฐกิจของประเทศจะล่มสลายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

 

 

 


 

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ